Skribe Medical เปิดตัวนวัตกรรม AI แบบสวมใส่ได้ เพื่อคัดกรองภาวะหัวใจเป็นพิษในผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการรักษา
KEY POINTS
- Skribe Medical เปิดตัวนวัตกรรม AI แบบสวมใส่ได้ เพื่อคัดกรองภาวะหัวใจเป็นพิษในผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการรักษา
- อุปกรณ์สามารถตรวจจับสัญญาณความเสียหายของหัวใจและประมวลผลให้แพทย์ทราบได้ภายใน 5 นาที ลดปัญหาระยะเวลารอคอยการวินิจฉัยที่ยาวนาน
- ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจวางแผนการรักษามะเร็งได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ
"ดร.ไรอัน นีลี" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Skribe Medical นำเสนอวิสัยทัศน์บน เวทีเสวนา "Global Health Tech Showcase" ในงาน "SEA Health Summit 2026: AI in Health and Longevity" ซึ่งจัดโดย 'RISE Innovation Consulting' ร่วมกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' โดยเปิดตัวนวัตกรรมอุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้ระบบ AI ในการตรวจคัดกรองหัวใจแบบฉับไว เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถรับการรักษาได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจอันเป็นผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง
“ดร.ไรอัน นีลี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Skribe Medical ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญทางการแพทย์ว่า แม้การรักษามะเร็งอย่างรวดเร็วจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่การรักษาหลายประเภทกลับมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดพิษต่อหัวใจ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองในผู้ป่วยมะเร็งรองจากตัวโรคมะเร็งเอง
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือวินิจฉัยในปัจจุบัน เช่น การทำอัลตราซาวด์หัวใจ มักมีระยะเวลารอคอยนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ส่งผลให้อายุรแพทย์โรคมะเร็งต้องชะลอการรักษาที่สำคัญเพื่อรอผลตรวจ
นวัตกรรม AI เพื่อการตรวจวินิจฉัยใน 5 นาที
Skribe Medical ได้พัฒนาชุดเซนเซอร์ที่มีลักษณะเฉพาะเพื่อตรวจจับสัญญาณความเสียหายของหัวใจในระดับที่ละเอียดอ่อน ซึ่งเกิดจากยารักษามะเร็ง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกประมวลผลผ่านโมเดล AI ที่ได้รับการฝึกฝนจากภาพอัลตราซาวด์หัวใจ มากกว่า 150,000 รายการ
เทคโนโลยีดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในอุปกรณ์สวมใส่ขนาดเล็กที่ไม่รุกล้ำร่างกายผู้ป่วย ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งที่บ้านหรือในคลินิกมะเร็ง โดยใช้เวลาในการสแกนเพียง 5 นาที เพื่อให้แพทย์ตัดสินใจได้ทันทีว่าควรดำเนินการรักษาต่อ หรือตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก่อนที่จะกลายเป็นความเสียหายถาวร
การทดสอบทางคลินิกและแผนการขยายผล
“ดร.ไรอัน” เปิดเผยว่า อุปกรณ์ดังกล่าวผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง ในผู้ป่วยหลายร้อยรายผ่านการทดลองทางคลินิกทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย และกำลังเตรียมยื่นขอการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ในปีหน้า โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการวิจัยเนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์และองค์กรรับจ้างวิจัย (Contract Research Organization: CRO) ที่ได้มาตรฐานสากล
"พันธกิจของเราคือการทำให้มั่นใจว่าผู้ป่วยมะเร็งจะมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีในช่วงหลังการรักษา โดยการลดความล่าช้าในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิตในระยะยาว"
ความร่วมมือทางวิชาการและระบบนิเวศนวัตกรรม
นอกจากตัวเทคโนโลยีแล้ว “ดร.ไรอัน” ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างพันธมิตรกับสถาบันวิชาการ โดยยกตัวอย่างความร่วมมือกับ Mayo Clinic ในสหรัฐฯ เพื่อขยายเครือข่ายและวิจัยในด้านอื่น ๆ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
“สถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลควรมีสำนักงานถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่ยืดหยุ่นและเข้าใจบริบทของสตาร์ทอัพ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมร่วมกัน”
ในตอนท้าย “ดร.ไรอัน” ระบุว่า ความสำเร็จของเทคโนโลยีสุขภาพระดับลึก (Deep Tech) จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศ ทั้งในด้านการวิจัยทางวิชาการ การทดลองทางคลินิก และการเข้าถึงพันธมิตรในท้องถิ่นที่รวดเร็วและไม่ซับซ้อน เพื่อนำนวัตกรรมไปสู่มือผู้ป่วยได้จริง





