ยุทธศาสตร์ดัน HealthTech เป็น 'Growth Engine' ตัวใหม่ของภูมิภาค พร้อมจับมือ Stanford ยกระดับนวัตกรรมการแพทย์ไทยสู่เวทีโลก เปลี่ยนจาก "ศูนย์ซ่อม" เป็น "ศูนย์สร้าง" รายได้เข้าประเทศมหาศาล
นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ หรือ "หมอคิด" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง RISE และผู้จัดการกองทุน SeaX Ventures ได้กล่าวในงาน SEA Health Summit 2026” : AI in Health and Longevity โดยเปรียบเทียบปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย และอาเซียน ว่าไม่ต่างจาก "ยุคตื่นทอง" (Gold Rush) ที่ซานฟรานซิสโกในปี 1849 ซึ่งเปลี่ยนหมู่บ้านเล็กๆ ให้กลายเป็นเมืองระดับโลกในเวลาอันรวดเร็ว โดยมั่นใจว่า "ทองคำ" ในยุคนี้อยู่ที่ประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 600-700 ล้านคน
ไทยมีพื้นฐานแกร่ง แต่ขาด "นวัตกรรม"
นพ.ศุภชัย ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่น่าภาคภูมิใจและไม่เป็นรองใครในโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุน 4 ชั้นสำคัญ คือ
- ระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุม: ดีกว่าในสหรัฐอเมริกาที่ยังมีประชากรถึง 10% เข้าไม่ถึงสวัสดิการ
- มาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล: ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้มาตรฐาน JCI และมีโรงพยาบาลมาตรฐานสูงจำนวนมาก
- บุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก: มีแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
- บุคลากรสนับสนุนที่มีความสามารถ: ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล หรือวิศวกรชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีพื้นฐานที่ดี แต่ไทยยังไม่สามารถขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโลกได้ เพราะขาดการเชื่อมโยงเทคโนโลยี 3 ด้านหลัก ได้แก่ BioTech (การรักษาที่เข้าถึงง่าย และเร็วขึ้น) MedTech (เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย) และ Pharma (ยา และเวชภัณฑ์)
เปิดตัว SEA HI Hub เชื่อมโยงระบบนิเวศการแพทย์สู่ 100 ล้านคน
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว นพ.ศุภชัย ได้ริเริ่มสร้าง SEA Health Innovation Hub หรือ SEA HI Hub ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อทำหน้าที่เป็น "สะพาน" เชื่อมโยง 4 ส่วนสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่
- เครือข่ายโรงพยาบาล: ปัจจุบันมีการจับมือกับ 50 โรงพยาบาลในไทย เพื่อสร้างตลาดที่ใหญ่พอสำหรับสตาร์ตอัป
- แหล่งเงินทุน: รวบรวม Venture Capital กว่า 200 แห่งทั่วโลกให้หันมาสนใจลงทุนในภูมิภาคนี้
- การเข้าสู่ตลาด (Market Access): ช่วยปลดล็อกขั้นตอนการขอ อย. และการทำ Commercialization ให้ง่าย และรวดเร็วขึ้น
- หน่วยงานกำกับดูแล (Regulators): ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ และผู้กำหนดนโยบายเพื่อปลดล็อกกฎระเบียบต่างๆ
โดยมีการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายคือ การเข้าถึงคนไข้ 40 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ และขยายเป็น 100 ล้านคน ภายในปี 2028
ผนึกกำลัง Stanford ดันงานวิจัยไทยไปตลาดโลก ความน่าสนใจอีกประการคือ ความร่วมมือกับ SPARK Global จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ช่วยสนับสนุนนักวิจัย และบุคลากรทางการแพทย์ในการสร้างยา และเวชภัณฑ์ใหม่ๆ นพ.ศุภชัย ระบุว่า การร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยรู้วิธีการนำนวัตกรรมไปขออนุมัติจาก US FDA และทำตลาดทั่วโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยังไม่เคยทำได้สำเร็จมาก่อนในระดับกว้าง
เปลี่ยน "ต้นทุน" ให้เป็น "รายได้"
นพ.ศุภชัย ย้ำว่าการนำเทคโนโลยีการแพทย์ระดับโลกเข้ามา ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หากเราสามารถสร้างนวัตกรรมเองได้ และดึงดูดคนไข้จากทั่วโลกได้มากขึ้น จะเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ให้กลายเป็น "เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ" (Growth Engine) ตัวใหม่ที่จะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศอย่างมหาศาล และทำให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง
"อนาคตของประเทศไทยไม่ได้รอให้เราพยากรณ์ แต่มันจะเกิดขึ้นจากพวกเราทุกคนที่ร่วมกันสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ และยกระดับ HealthTech เพื่อความสุขของคนไทยทุกคน" นพ.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


