หมดยุคกินบุญเก่า รมว.อว. ประกาศกร้าวทลาย ‘เพดานกระจก’ รายได้ปานกลางด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชูธง ‘Nature Positive Economy’ ที่ GDP ต้องโตไปพร้อมกับธรรมชาติ ดันไทยสู่การเป็น ‘New SEA Hub for Deep Tech’ ที่โลกต้องยอมรับผ่านโมเดล ‘Living Lab’ ทั้งแผ่นดิน
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ เมื่อโมเดลการเติบโตแบบเดิมเริ่มถึงทางตัน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในงาน SEA Health Summit AI In Health and Longevity จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ RICE และ Seax ว่ายุทธศาสตร์ “Thailand New Growth Engine” ที่จะทำหน้าที่เป็นหัวเจาะทะลวงเพดานรายได้ของประเทศ ผ่านการปฏิรูปนวัตกรรมที่เข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเน้นว่า “ความสำเร็จในอดีต ไม่ใช่สมการของอนาคต”
‘Siam Silica’ ภารกิจสร้างอธิปไตยทาง ‘ชิป’ เพื่อความมั่นคงโลก
ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ อว. ได้ส่งโครงการเรือธงอย่าง “Siam Silica” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงงานรับจ้างผลิต แต่จะมุ่งเน้นไปที่ IC Design (การออกแบบชิป) Power Devices (ชิปกำลังสำหรับ EV และ AI Server) และ Advanced Packaging
หัวใจสำคัญของ Siam Silica คือการสร้าง “ทุนมนุษย์” โดยตั้งเป้า Upskills บุคลากรไทยถึง 10,000 คนภายในปี 2030 ผ่านความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง imec และ ASML รวมถึงสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) และมหาวิทยาลัยระดับโลกในต่างประเทศ เพื่อปั้น 12 บริษัท Fabless และ 8 บริษัทนวัตกรรมขั้นสูง ที่จะเป็นกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ตั้งแต่ระบบ EV Charger เซนเซอร์อัจฉริยะในการเกษตร ไปจนถึงอุปกรณ์รักษาความมั่นคงของชาติ
‘The Alchemy Pipeline’ เปลี่ยนทุนธรรมชาติให้เป็น ‘สินทรัพย์นวัตกรรม’
ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอมุมมองที่เปลี่ยนโลก โดยเปรียบเทียบว่า “ศตวรรษที่ 20 เป็นยุคน้ำมัน ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคข้อมูล แต่ศตวรรษที่ 22 จะเป็นยุคของธรรมชาติ” และไทยเป็นประเทศที่โชคดีที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสินทรัพย์หลัก
ยุทธศาสตร์ Nature Positive Economy คือการนำ Natural Assets (ป่าไม้, ทะเล, สมุนไพร, จุลินทรีย์) มาส่องผ่าน Deep Tech Lens (AI, Genomics, Robotics, Data) ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘The Alchemy Pipeline’ เพื่อแปรสภาพให้เป็น Innovation Assets เช่น ผลิตภัณฑ์ Bio-based Materials ยานวัตกรรมจากสมุนไพร และ Nature Intelligence โดยมีเป้าหมายที่เหนือกว่า Net Zero คือการฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อมกับการเติบโตของ GDP
ปฏิวัติ Wellness จากการ ‘ผ่อนคลาย’ สู่การ ‘ซื้อเวลาชีวิต’
ในมิติของเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นถึง “The Thai Wellness Paradox” ที่ไทยเก่งเรื่องการบริการที่ทำให้คนผ่อนคลาย (Pampering) แต่ติดเพดานรายได้หลักพัน ยุคใหม่ของ Wellness ไทยต้องเป็น Scientific-based Wellness ที่เน้นการ “Buying Time” หรือการซื้อเวลาชีวิตสำหรับกลุ่ม Biohackers และลูกค้าไฮเอนด์
“อย่าเพียงแค่สัญญาว่าจะให้ความผ่อนคลาย แต่จงพิสูจน์มันด้วยชุดข้อมูล (Don’t just promise them peace of mind, prove it with data)” นี่คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนจากความเชื่อ ไปสู่หลักฐานเชิงประจักษ์ โดยมี Clinical Research เป็น Platform หลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (Global Sponsor) และสร้างข้อมูลการรักษาที่เหมาะสมกับประชากรไทยโดยเฉพาะ เพื่อลดการนำเข้ายามูลค่าสูงและสร้าง Sovereign Biotech Capability
‘Leaving Lab Thailand’ สนามทดสอบนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ดร.ยศชนัน ได้เปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็น “Living Lab” โดยนวัตกรรมจะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในมหาวิทยาลัย แต่จะถูกนำไปใช้จริงในพื้นที่เป้าหมาย
- ป่าไม้ (Forest): ใช้ Nature Intelligence และ AI ในการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ
- ทะเล (Ocean): ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Blue Economy และการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลระดับนวัตกรรม
- เมืองและชุมชน (City & Community): พัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัย (Aged Society) และการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
การขับเคลื่อนครั้งนี้ยังรวมถึงการใช้แนวคิด One Health เพื่อเชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อรับมือกับวิกฤติโรคอุบัติใหม่และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “New SEA Hub for Deep Tech” ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสง่างามและยั่งยืนบนฐานรากของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติอย่างแท้จริง


