“สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย” (CAAT) มุ่งเป้าการบินเน็ตซีโร่ปี 2050 ชู SAF เป็นกุญแจสำคัญ เริ่มระยะสมัครใจใช้ 0.5-1% พร้อมเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสนามบินรองรับ เน้นความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต
พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน 2nd Innovation & Policy Summit 2026 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ Carlton Hotel Bangkok Sukhumvit โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท โดยเน้นย้ำว่า อุตสาหกรรมการบิน เป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศมากกว่า 95% ต้องอาศัยการเดินทางทางอากาศเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการบินต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างจริงจัง
CAAT ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 ตามเป้าหมายระดับโลกขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งพล.อ.อ.มนัทระบุว่า “เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน” หรือ เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สำเร็จได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของเป้าหมายทั้งหมด และเป็นหนทางเดียวที่ปฏิบัติได้จริงในการนำอุตสาหกรรมการบินไปสู่เน็ตซีโร่
“ในรอบเกือบ 20 ปีของการบิน ผมได้ปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศไปมหาศาล จากชั่วโมงบินประมาณ 2,000 ชั่วโมง ผมใช้เชื้อเพลิงไปมากกว่า 10 ล้านลิตร ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องตอบแทนคืนเพื่อทำให้สิ่งแวดล้อมกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง” พล.อ.อ.มนัทกล่าว ซึ่งเป็นแรงผลักดันสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ความยั่งยืนของหน่วยงาน
กลยุทธ์ของ CAAT ในการนำ SAF มาใช้ ผ่านการวางแผนเป็นลำดับขั้นตอนที่ปฏิบัติได้จริง เริ่มจากการเตรียมความพร้อมและการสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสายการบินทั้งขนส่งผู้โดยสารและสินค้าเพื่อส่งเสริมการใช้ SAF โดยสมัครใจ ซึ่งถือเป็นระยะเริ่มต้นของการสร้างประสบการณ์และความมั่นใจในระบบนิเวศการบินของไทย
ในปีนี้ CAAT ได้สนับสนุนให้สายการบินเริ่มใช้ SAF ในสัดส่วน 0.5-1% สำหรับเส้นทางบินระหว่างประเทศบางเส้นทาง โดยเปิดโอกาสให้สายการบินมีความยืดหยุ่นในการจัดหาเชื้อเพลิงจากผู้ผลิตที่ยั่งยืน พร้อมทั้งมีระบบการติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ปัจจุบันสนามบินหลักของประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับการใช้งาน SAF แล้ว ทั้งในด้านระบบจัดเก็บและการขนส่งที่ได้มาตรฐานสากล โดยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายได้เริ่มจัดตั้งระบบการกระจายเชื้อเพลิงและเสริมสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ให้แข็งแกร่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการปฏิบัติการของสายการบินที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ผู้อำนวยการ CAAT ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยย้ำว่าไม่ควรพึ่งพาเพียงน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหาร แต่ต้องขยายการผลิต SAF จากวัตถุดิบทางการเกษตรอื่น ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันฟอสซิลในตลาดโลกที่อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ซึ่งการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ผลิตได้เองจะช่วยสร้างความมั่นคงให้ภาคเศรษฐกิจได้ดีกว่า
สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ใช่งานของภาคการบินเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยแนวทางจากทั้งรัฐบาลและคนในสังคม ที่ผสานความร่วมมือระหว่างภาคพลังงาน เกษตรกรรม และผู้ผลิตเชื้อเพลิง เพื่อให้มั่นใจว่าคนรุ่นหลังจะยังคงได้รับประโยชน์จากการเชื่อมต่อระดับโลกผ่านการบินควบคู่ไปกับการปกป้องโลกใบนี้อย่างยั่งยืน





