ความไม่แน่นอนในโลกธุรกิจปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่กลายเป็นสภาพแวดล้อมปกติที่ธุรกิจต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา
กติกาของการดำเนินธุรกิจวันนี้จึงไม่ใช่การพยายามคาดการณ์อนาคตให้ถูกต้องที่สุด หากแต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความตึงเครียดระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องการเมือง แต่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนธุรกิจ เสถียรภาพด้านพลังงาน ความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งนอกเหนือจากความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนแล้ว โลกธุรกิจยุคนี้ยังให้คุณค่ากับองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
แนวคิด ESG เป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ช่วยให้องค์กรมองเห็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสในการแข่งขัน องค์กรที่ผสานแนวคิด ESG เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และกระบวนการตัดสินใจในระดับองค์กร จะมีความพร้อมรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะในมุมมองของตลาดทุน ที่ปัจจุบันหันมาประเมินมูลค่าหุ้นขององค์กรจากความสามารถในการบริหาร จัดการ และรับมือกับความเสี่ยงในระยะยาว มากกว่าการดูเพียงผลประกอบการระยะสั้น
เมื่อความผันผวนทำสายการบินสะดุด ภาคเศรษฐกิจอื่นก็รับผลกระทบเป็นลูกโซ่
ธุรกิจการบินเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเชื่อมโยงนี้ เพราะทุกความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของสายการบิน
เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ นำไปสู่การปิดน่านฟ้าและการเปลี่ยนเส้นทางบิน ส่งผลให้ระยะเวลาการบินนานขึ้น ใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น ซึ่งเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานโดยตรง อีกทั้งเพิ่มความซับซ้อนในการจัดตารางบินและลูกเรือ นอกจากนี้ ระดับความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk Insurance) ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับสายการบินที่มีเส้นทางบินผ่านหรือให้บริการในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขความคุ้มครองที่เข้มงวดมากขึ้นโดยบริษัทผู้รับประกันภัย ในบางกรณี สายการบินอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงดังกล่าว (War Risk Surcharge) จากผู้ใช้บริการ
นอกจากผลกระทบโดยตรงแล้ว สายการบินที่ไม่ได้ให้บริการในพื้นที่ขัดแย้งยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความผันผวนของความต้องการเดินทาง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์ด้านราคาและบริหารต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและผลประกอบการ
ขณะเดียวกัน ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลกส่งผลกระทบต่อการรับมอบเครื่องบินและการจัดหาอะไหล่สำคัญ ทำให้แผนขยายฝูงบินและการเปิดเส้นทางบินใหม่ล่าช้า ในอีกด้านหนึ่ง สายการบินต้องปรับตัวต่อกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้น เช่น มาตรการ ReFuelEU Aviation ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 2% ในปี 2025 เป็น 70% ภายในปี 2050 อันอาจส่งผลให้สายการบินที่ให้บริการเส้นทางยุโรปมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในระยะยาว
ทั้งนี้ ผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสายการบินเท่านั้น แต่ยังส่งไปถึงผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจและภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ หากสายการบินต้องลดความถี่เที่ยวบิน หรือยกเลิกเส้นทางบินเพื่อบริหารต้นทุน อาจกระทบต่อเมืองท่องเที่ยวหรือภูมิภาคที่พึ่งพาการเดินทางทางอากาศ ส่งผลให้รายได้ของโรงแรม บริษัทนำเที่ยว และธุรกิจบริการชะลอตัวลง
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของตารางบินยังเพิ่มความท้าทายในการบริหารจัดการของสนามบินและผู้ให้บริการภาคพื้น ซึ่งต้องปรับการจัดสรรทรัพยากรและการให้บริการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ในมิติของการค้าโลก ผลกระทบอาจยิ่งขยายวงกว้าง เนื่องจากเที่ยวบินพาณิชย์จำนวนมากทำหน้าที่ขนส่งสินค้าในพื้นที่ใต้ท้องเครื่องควบคู่ไปกับการขนส่งผู้โดยสาร เมื่อเที่ยวบินลดความถี่ หยุดให้บริการ หรือเปลี่ยนเส้นทางบิน จึงส่งผลให้ค่าระวางสินค้าทางอากาศมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาความรวดเร็วในการขนส่ง เช่น อาหารสด ดอกไม้ สินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่าย อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนยาและเวชภัณฑ์
ภายใต้บริบทดังกล่าว สายการบินทั่วโลกต่างเร่งยกระดับขีดความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนเส้นทางบิน เพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้าในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งหรือมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านมาตรการต่าง ๆ ตั้งแต่การบริหารการปฏิบัติการบิน การเลือกระดับความสูงในการบินที่เหมาะสมเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง ตลอดจนการวางแผนการบรรทุกอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์บนเครื่องให้สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารในแต่ละเที่ยวบิน โดยคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
นอกจากนี้ สายการบินยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การสนับสนุนการพัฒนาและเพิ่มสัดส่วนการใช้ SAF การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงาน
เมื่อ Resilience คือความสามารถใหม่
ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เปลี่ยนมุมมองต่อความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจการบินสะท้อนให้เห็นว่า ความ ท้าทายในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันในหลายมิติ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ผันผวน ผู้มีส่วนได้เสียรวมถึงนักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงผลประกอบการทางการเงิน แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการปรับตัว การรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ
ด้วยเหตุนี้ ความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนจึงไม่ใช่เพียงความสามารถในการบริหารความเสี่ยง แต่เป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว
---------------------------
*บทความนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง SET ESG Experts Pool และ SET ESG Academy ในการนำเสนอประเด็น ESG ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนของไทย
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://setsustainability.com/





