รัฐบาลเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.ลดโลกร้อน) คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570 เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050
KEY POINTS
- รัฐบาลเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ลดโลกร้อน คาดบังคับใช้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570
- สาระสำคัญของกฎหมายคือ การเปลี่ยนจากระบบสมัครใจเป็น "ระบบบังคับ"
- ใช้กลไกหลัก ได้แก่ ETS และการเก็บภาษีคาร์บอน
- การออกกฎหมายนี้มีความจำเป็นต่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับกติกาการค้าโลกใหม่
"ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำในงานสัมมนา ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ผ่านหัวข้อ “Thailand Green Transition สมดุลเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน”
โดยเน้นย้ำว่าการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ.2050 ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีการค้าโลก และเป็นทางรอดเดียวของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางกติกาการค้าใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน
ความเสี่ยงเศรษฐกิจ: เมื่อ “คาร์บอน” เป็นกติกาโลก
ในศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายของระบบเศรษฐกิจ "ดร.พิรุณ" ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “สงครามการค้า” ถูกขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบด้านความยั่งยืน หากภาคเอกชน และผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจไทยไม่พร้อมรับกติกาใหม่นี้ จะถูกบีบให้ออกจากสนามการค้าโดยไม่มีทางเลือก เนื่องจากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนของการนำปริมาณการปล่อยคาร์บอนในผลิตภัณฑ์มาเป็นเงื่อนไขในการส่งออก
“ไม่ใช่เรื่องของการรักษ์โลก หรือการดูแลสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่คือ เรื่องของการอยู่รอดทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันชิงอำนาจในความได้เปรียบของการค้าและการลงทุน หากไทยไม่เปลี่ยนผ่านเชิงนโยบาย และระบบนิเวศการทำงานเพื่อรองรับเป้าหมายคาร์บอนต่ำ ประเทศจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว"
นอกจากความเสี่ยงด้านกฎระเบียบแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงทางกายภาพที่รุนแรง โดยไทยถูกจัดอยู่ในลำดับ 1 ใน 20 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อ GDP อย่างมหาศาลในทุกปี ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พ.ร.บ.ลดโลกร้อน กฎหมายใหม่เพื่อการเปลี่ยนผ่าน
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero คือ การสร้าง “เครื่องมือทางกฎหมาย” ที่มีประสิทธิภาพ ขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกำลังเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.ลดโลกร้อน) ซึ่งมีทั้งหมด 14 หมวด 205 มาตรา โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ นโยบาย และเป้าหมาย การลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวเพื่อลดผลกระทบ และกลไกทางการเงิน
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การเปลี่ยนผ่านจากระบบสมัครใจสู่ “ระบบบังคับ” โดยมีกลไกหลักดังนี้
- ระบบการรายงานภาคบังคับ: กำหนดให้อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ชัดเจนในการกำกับดูแล
- ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS): กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ และจัดสรรสิทธิให้แก่ผู้ประกอบการรายปี หากรายใดปล่อยเกินต้องซื้อสิทธิเพิ่มจากตลาด หรือจากรายที่สามารถลดการปล่อยได้ดีกว่าเกณฑ์ ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด
- ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): จะมีการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมจากสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง หรือถ่านหิน เพื่อสะท้อนต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม และเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค
"ดร.พิรุณ" คาดการณ์ว่าร่าง พ.ร.บ.ลดโลกร้อน จะผ่านการพิจารณาของสภา และเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ภายใน ไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2570 ซึ่งจะถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนโฉมกติกาทางเศรษฐกิจของไทย
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ Just Transition
การนำกลไกราคาคาร์บอนมาใช้ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ "ดร.พิรุณ" ได้ยกตัวอย่างรูปธรรมถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยระบุว่าหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนในโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมประมาณ 3-4 สตางค์ต่อหน่วย และหากขยับขึ้นเป็น 1,000 บาทต่อตันในอนาคต อาจกระทบค่าไฟฟ้าประมาณ 40 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ
ในส่วนของภาคเชื้อเพลิง การเก็บภาษีคาร์บอนที่ 200 บาทต่อตัน อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นประมาณ 50-70 สตางค์ต่อลิตร ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการต้นทุนของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการ “เปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” (Just Transition) โดยมีแนวคิดที่จะนำรายได้จากภาษีคาร์บอนกลับคืนสู่ประชาชน และภาคธุรกิจผ่านระบบ Rebate เพื่อส่งเสริมการใช้สินค้า และเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง นอกจากนี้ ภาคธนาคารเองก็เริ่มปรับตัวโดยการจำกัดการให้สินเชื่อแก่โครงการพลังงานฟอสซิล และมุ่งเน้นการสนับสนุนการลงทุนสีเขียวมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันจากภาคการเงินที่ส่งผลต่อการปรับตัวของธุรกิจ
เทคโนโลยีแห่งอนาคต - ความได้เปรียบไทยในอาเซียน
ประเทศไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การลดการปล่อยก๊าซ แต่ยังมองไปถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การดักจับ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีการอัดกลับคาร์บอนลงใต้ดินในปี 2035 เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมหนักที่ลดการปล่อยก๊าซได้ยาก โดยเป้าหมายคือ การดูดกลับคาร์บอนให้ได้รวม 450 ล้านตันภายในปี 2050 เพื่อเติมเต็มส่วนต่างที่ภาคป่าไม้ไม่สามารถดูดซับได้หมด
"ดร.พิรุณ" ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนในอาเซียน เนื่องจากไทยมีของ หรือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศที่หลากหลาย และมีคุณภาพสูง แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งที่เน้นการเป็นตลาดกลางแต่ขาดทรัพยากรพื้นฐาน ปัจจุบันไทยมีการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศร่วมกับสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อกลไกของไทย
ความมุ่งมั่นสู่เศรษฐกิจยั่งยืน
การก้าวไปสู่ Net Zero 2050 ของไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามเป้าหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ พลังงาน และกฎหมายให้สอดรับกับความเป็นไปของโลก "ดร.พิรุณ" ย้ำทิ้งท้ายว่าการมีเป้าหมายที่ชัดเจนในปี 2030 ปี 2035 และปี 2050 รวมถึงการเร่งคลอด พ.ร.บ. โลกร้อน จะเป็นเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด
“เป้าหมาย Net Zero ของไทยไม่ได้ขาดนโยบาย แต่เรากำลังสร้างระบบนิเวศที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปสู่นั้นได้จริง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน และแข็งแกร่งในเวทีโลก” ดร.พิรุณ กล่าวปิดท้าย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





