ธุรกิจไทยต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดจากแค่การเอาตัวรอดเฉพาะหน้า ไปสู่การมองไปข้างหน้า เพื่อสร้างการเติบโตยั่งยืนท่ามกลางโลกที่ผันผวน
KEY POINTS
- ธุรกิจไทยต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดจากแค่การเอาตัวรอดเฉพาะหน้า ไปสู่การมองไปข้างหน้า (Forward Mindset) เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนท่ามกลางโลกที่ผันผวน
- กลุ่มธุรกิจ TCP เสนอ 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การลดต้นทุนอย่างชาญฉลาดเพื่อลงทุนในเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด การสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานก่อนเกิดวิกฤติ และการกระจายความเสี่ยงผ่านผลิตภัณฑ์และตลาดที่หลากหลาย
- การเติบโตที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องผลกำไร แต่คือการลงทุนที่ครอบคลุมถึงการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง การดูแลสิ่งแวดล้อม และการช่วยเหลือ SME เพื่อความเข้มแข็งในระยะยาว
เมื่อโลกธุรกิจเดินเข้าสู่ยุคที่ความผันผวนกลายเป็น "ความปกติใหม่" ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายระยะยาว แต่กลายเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด ตั้งแต่สงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วกว่าแผนธุรกิจ ทุกปัจจัยกำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่น รับมือความเสี่ยงได้ และเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ภายใต้บริบทดังกล่าว กลุ่มธุรกิจ TCP เสนอแนวคิด "Forward Mindset" พร้อม 3 กลยุทธ์สำคัญ ที่มองความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้ท่ามกลางโลกที่คาดเดาได้ยากมากขึ้นทุกวัน
บนเวที EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions “วรวุฒิ พงศ์ชินภัค” ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาด ประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจไทยต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก "Survival Mindset" หรือการมุ่งเน้นเพียงความอยู่รอดเฉพาะหน้า ไปสู่ "Forward Mindset" เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ พลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมเสนอแนวทางปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การตัดลดต้นทุนอย่างชาญฉลาด การสร้างความยืดหยุ่นก่อนเกิดวิกฤติ และการกระจายความเสี่ยงเพื่อการเติบโตในระยะยาว
เมื่อความอดทนไม่เพียงพอต่อการอยู่รอด
ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการขาดแคลนพลังงานและวัตถุดิบ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
“วรวุฒิ” ระบุว่า ในตลาดประเทศไทยปัจจุบันมีสินค้าใหม่เกิดขึ้นนับร้อยรายการ ทั้งจากผู้ผลิตในท้องถิ่นและสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้การแข่งขันมีความรุนแรงมากขึ้น ความกังวลของนักธุรกิจในวันนี้ได้เปลี่ยนจากการวางแผนระยะยาว 5 ปี มาเป็นการตั้งคำถามถึงความอยู่รอดในระยะสั้น เช่น เดือนหน้าหรือวันพรุ่งนี้ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นความปกติใหม่ ที่ธุรกิจต้องเผชิญ
"ในวันนี้ คนที่รอดไม่ใช่คนที่อึดและทนแล้ว แต่เป็นคนที่ปรับตัวได้เร็วมากขึ้น"
เพื่อที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ ธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากความกังวลต่อวิกฤติ เป็นการแก้ปัญหาให้เร็วและมองเกมระยะยาวให้ขาด โดยเปลี่ยนมาใช้ "Forward Mindset" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน
กลยุทธ์ที่ 1: Cut Smart & Invest Right
แนวทางแรกที่นำเสนอคือการตัดลดต้นทุนอย่างถูกจุด และการลงทุนในสิ่งที่ถูกต้อง หลายธุรกิจมักทำความผิดพลาดด้วยการลดต้นทุนผิดที่ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเติบโตในระยะยาว
หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยคือสินค้าที่ขายช้าลงแต่ทีมงานยังคงเสนอให้ทำโปรโมชั่นหรืออัดฉีดงบการตลาดเพิ่มขึ้น “วรวุฒิ” ได้เสนอเกณฑ์ 4 ข้อในการพิจารณาว่าสินค้าตัวใดคือต้นทุนแฝงที่ควรตัดออก ได้แก่
- สินค้าต้องพึ่งพาโปรโมชั่นเพิ่มขึ้นทุกปีหรือไม่
- ยอดขายพื้นฐาน หายไปหรือไม่
- ยอดขายต่อร้านค้าลดลงแม้จะมีการกระจายสินค้าได้ดีหรือไม่
- ยอดขายตกลงทันทีที่หยุดจัดโปรโมชั่นหรือไม่ หากคำตอบคือ "ใช่" ทั้งหมด ธุรกิจควรก้าที่จะตัดสินค้าเหล่านั้นออก แม้จะยังมียอดขายอยู่บ้างก็ตาม เพื่อลดภาระและทรัพยากรที่เสียไปโดยไม่คุ้มค่า
นอกจากเรื่องสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ได้หมายถึงการสั่งให้พนักงานทำงานหนักขึ้น แต่คือการหยุดทำในสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น การลดความเยิ่นเย้อของรายงานจาก 50 หน้าให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญ หรือการลดเวลาประชุมที่ยาวนานให้กระชับเหลือเพียง 30 นาที การคืนเวลาให้ทีมงานคือการลดต้นทุนแฝงที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่ง
การส่งสินค้าที่ถี่เกินความจำเป็น เช่น การส่งวันเว้นวันตามความคุ้นเคยเดิม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำมัน ค่าแรง และค่าเช่ารถ การรวบออเดอร์และลดความถี่ในการส่งที่ไม่จำเป็นลงจะช่วยลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นได้แล้ว ธุรกิจควรนำเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI และ Data อย่างไรก็ตาม ต้องมีการควบคุมต้นทุนและมีมนุษย์คอยกำกับดูแลความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลจาก AI ยังมีโอกาสผิดพลาด
นอกจากนี้ การลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป ถือเป็นความจำเป็น เพราะธุรกิจไม่สามารถควบคุมราคาค่าไฟฟ้าหรือน้ำมันในตลาดโลกได้ ปัจจุบันโรงงานของ TCP ที่จังหวัดปราจีนบุรีได้ติดตั้งโซลาร์รูฟเต็มพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
กลยุทธ์ที่ 2: Flexibility Before the Next Shock
ความยืดหยุ่น คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจไม่หยุดชะงักเมื่อเกิดปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน ของที่เคยมีราคาถูกที่สุดในสภาวะปกติ อาจกลายเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดเมื่อเกิดการขาดแคลน
“กลุ่มธุรกิจ TCP เคยเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนสารตั้งต้นของหมึกพิมพ์จากตะวันออกกลาง บริษัทได้แก้เกมด้วยการปรับเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบจากเอเชียแทน และปรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์เป็นสีขาวดำ หรือใช้สติกเกอร์บาร์โค้ดแปะแทนในบางกรณี การปรับตัวเช่นนี้ทำให้สายการผลิตไม่สะดุดและยังสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้”
นอกจากการปรับปรุงภายใน ธุรกิจยังต้องสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับคู่ค้า โดยการแชร์ข้อมูลร่วมกันเพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า เปลี่ยนความสัมพันธ์จากเพียงผู้ซื้อ-ผู้ขาย เป็นพันธมิตรที่ร่วมหัวจมท้ายเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวร่วมกัน
กลยุทธ์ที่ 3: Diversify to Thrive
กลยุทธ์สุดท้ายคือการหาทางรอดมากกว่าหนึ่งทาง การพึ่งพาเพียงสินค้าเดียว ตลาดเดียว หรือช่องทางเดียว ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง
TCP ได้ใช้วิธีการกระจายความหลากหลายในหลายมิติ
- ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์: แบรนด์อย่างกระทิงแดงหรือสปอนเซอร์ มีทั้งขวดแก้ว ขวด PET และกระป๋อง รวมถึงมีสูตรและรสชาติที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าหลายกลุ่ม
- ตลาดต่างประเทศ: การขยายธุรกิจไปยังหลายประเทศ เช่น จีน ซึ่งมีการใช้พรีเซนเตอร์ระดับโลกอย่าง "หวัง อี้ป๋อ" ช่วยให้บริษัทสามารถประคองตัวได้หากตลาดในประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดการชะลอตัว
- ระบบนิเวศทางธุรกิจ: ยุคของการโตคนเดียว หรือใครดีใครได้นั้นจบลงแล้ว การสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็งเป็นสิ่งจำเป็น TCP ได้เข้าร่วมโครงการ "Big Brother" ของสภาหอการค้าไทย เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้กับ SME ไทย ส่งต่อองค์ความรู้และสร้างระบบนิเวศธุรกิจให้แข็งแรงไปพร้อมกัน
ความยั่งยืนในฐานะความเสี่ยงและโอกาส
กลุ่มธุรกิจ TCP ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งมองว่าเป็นมากกว่าทรัพยากรแต่คือความเสี่ยงของธุรกิจ โรงงานที่ปราจีนบุรีได้รับมาตรฐาน AWS ระดับ Gold ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับชุมชนลุ่มน้ำบางปะกงและองค์กรอย่าง WWF การเข้าไปช่วยชุมชนแก้ปัญหาประตูน้ำหรือการจัดการผักตกชวาเพื่อสร้างรายได้ ไม่เพียงแต่ช่วยสังคม แต่ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
วิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน ธุรกิจจึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอด้วยการคัดให้ถูกจุด สร้างความยืดหยุ่น และสร้างทางรอดที่หลากหลาย
ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับทัศนคติและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับคู่ค้าอย่างลึกซึ้งขึ้น
ภาครัฐและสังคม การที่บริษัทขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย
สิ่งแวดล้อมและชุมชน การมุ่งเน้นพลังงานสะอาดและการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน จะช่วยลดผลกระทบเชิงลบและสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมและท้องถิ่น
การรอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขกำไร แต่คือการสร้างความพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแรงพร้อมกับพันธมิตรและสังคม ธุรกิจไทยจะเติบโตได้ เราทุกคนต้องรอดแบบไปต่อด้วยกัน





