แนวทางในอนาคตเน้นการเชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับกลไกทางการเงินและการทำเกษตรฟื้นฟู เพื่อผลักดันการอนุรักษ์ป่าไม้ในห่วงโซ่อุปทาน
KEY POINTS
- อุตสาหกรรมถั่วเหลืองมีความก้าวหน้าที่สุดในการลดการทำลายป่า โดยใช้เทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับและการทำงานร่วมกันของภาคเอกชน
- อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง แต่ยังเผชิญความท้าทายสำคัญในการเข้าถึงและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรรายย่อย
- ภาคปศุสัตว์เป็นโจทย์ที่ยากและก้าวหน้าช้าที่สุด เนื่องจากโครงสร้างการผลิตที่ซับซ้อนและมีผู้จัดหาทางอ้อมจำนวนมาก ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับทำได้ยาก
- แนวทางในอนาคตเน้นการเชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับกลไกทางการเงินและการทำเกษตรฟื้นฟู เพื่อผลักดันการอนุรักษ์ป่าไม้ในห่วงโซ่อุปทาน
ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการรักษาอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศา รายงานล่าสุดจาก World Economic Forum (WEF) เรื่อง "From Pledges to Practice" ได้เผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าของ 3 อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการทำลายป่า ข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสำเร็จ แต่ยังเผยให้เห็นถึง "ความเหลื่อมล้ำของความก้าวหน้า" ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละกลุ่มสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์
ถั่วเหลือง ต้นแบบการใช้เทคโนโลยีและระบบตรวจสอบย้อนกลับ
กลุ่มอุตสาหกรรมถั่วเหลืองได้รับการยกย่องว่าเป็นภาคส่วนที่มีความก้าวหน้าชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดภายใต้แผนที่นำทางนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากความแข็งแกร่งของภาคเอกชนที่นำโดยกลุ่ม Soft Commodities Forum (SCF) ที่ช่วยให้คู่แข่งสามารถแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดร่วมกันได้
หนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่นคือบริษัท Bunge ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไม่ได้เป็นเพียงภาระการรายงาน แต่คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของธุรกิจ โดย Bunge สามารถนำระบบแผนที่ระดับแปลงที่ดิน (Property-level mapping) มาใช้ตรวจสอบฟาร์มถั่วเหลืองได้มากกว่า 108,000 แห่ง และรักษาระดับสินค้าที่ปราศจากการทำลายป่าได้สูงถึง 96.4% ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ขณะที่ Cargill ได้ขยายผลจากการตรวจสอบไปสู่การทำโครงการ "Regenera Cerrado" เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการทำเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ฟาร์มกว่า 6,200 แห่ง
ปาล์มน้ำมัน
การเปลี่ยนผ่านจาก 'คำมั่นสัญญา' สู่ 'วินัยในการปฏิบัติ' สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม รายงานชี้ว่าอยู่ในสถานะที่ "โตเต็มที่" กว่าอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากมีนโยบาย NDPE (No Deforestation, No Peat, No Exploitation) มายาวนาน ความก้าวหน้าในช่วงปี 2021-2026 จึงเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานรายงานที่สอดคล้องกันทั่วโลกและการพัฒนาระบบจัดการข้อร้องเรียน (Grievance mechanism) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ปาล์มน้ำมันยังก้าวข้ามไม่ได้คือ "การเข้าถึงเกษตรกรรายย่อย" (Smallholders) รายงานระบุว่าในพื้นที่ที่มีการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ภาคเอกชนเพียงลำพังมีเครื่องมือที่จำกัดในการแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานที่นำไปสู่การเปลี่ยนพื้นที่ป่า บทเรียนสำคัญของกลุ่มปาล์มน้ำมันคือ การขจัดความเสี่ยง (Risk management) เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการสร้างแรงจูงใจที่เป็นบวกให้แก่ผู้ผลิตรายย่อยในพื้นที่ด้วย
ปศุสัตว์ ด่านหินที่สุดในห่วงโซ่อุปทานโลก
อุตสาหกรรมปศุสัตว์ถูกระบุว่าเป็นส่วนที่ซับซ้อนและก้าวหน้าช้าที่สุด เนื่องจากโครงสร้างการผลิตที่กระจัดกระจายและมี "ผู้จัดหาทางอ้อม" (Indirect suppliers) จำนวนมหาศาล สัตว์มักถูกเคลื่อนย้ายผ่านฟาร์มหลายแห่งก่อนจะถึงโรงฆ่าสัตว์ ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก
แต่ในความยากลำบากนี้เริ่มมีแสงสว่าง เมื่อสมาคมผู้ส่งออกเนื้อสัตว์บราซิล (ABIEC) ได้ริเริ่ม "Priority Actions" เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ที่ดินและการฟื้นฟูทุ่งหญ้าเสื่อมโทรม ข้อมูลวิจัยพบว่าหากภาคส่วนนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เดิมได้ จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิได้ถึง 85% ภายในปี 2050 โดยไม่ต้องบุกรุกพื้นที่ป่าใหม่
กุญแจสู่อนาคต การเงินและการเกษตรฟื้นฟู
เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงและจะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จในทศวรรษหน้าคือการเชื่อมโยง "ความยั่งยืนเข้ากับกลไกทางการเงิน" กรณีของ COFCO International เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนจากการได้รับสินเชื่อที่ผูกกับเป้าหมายความยั่งยืน (Sustainability-linked loan) มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่บริษัท ADM ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทำเกษตรฟื้นฟูซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 5 ล้านเอเคอร์ ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้กว่า 1 ล้านตันคาร์บอน
รายงาน WEF ครั้งนี้ย้ำเตือนว่า เส้นทางจากนี้ไปไม่ใช่เพียงเรื่องของแต่ละบริษัทอีกต่อไป แต่คือการที่ทั้งห่วงโซ่อุปทานต้องทำงานร่วมกับภาครัฐและกลไกการเงินโลก เพื่อให้ "ป่าไม้" กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง





