ระบบอาหารโลกมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากการลงทุนในเกษตรยั่งยืนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังน้อยมาก ไม่ถึง 10% ของเงินทุนที่จำเป็น
KEY POINTS
- ระบบอาหารโลกมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากการลงทุนในเกษตรยั่งยืนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังน้อยมาก ไม่ถึง 10% ของเงินทุนที่จำเป็น
- สาเหตุหลักที่นักลงทุนเมินเกษตรยั่งยืนไม่ใช่เพราะขาดแคลนเงินทุน แต่มาจากความไม่มั่นใจในผลตอบแทนและความเสี่ยง ทำให้โครงการส่วนใหญ่ไม่สามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้
- ทางออกของปัญหาระดับโลกคือการสร้างความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างอุปสงค์ที่ชัดเจน, แพลตฟอร์มการเงินร่วม, การสนับสนุนเกษตรกร และการตีมูลค่าผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน
- สำหรับประเทศไทย เริ่มมีมาตรการเชิงบวกเพื่อปลดล็อกปัญหานี้ เช่น Thailand Taxonomy ภาคเกษตร และนโยบาย "Financing the Transition" ของ ธปท. เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวได้ง่ายขึ้น
ท่ามกลางเม็ดเงินทริลเลียนที่ไหลเวียนในตลาดทุนโลกเพื่อหาผลตอบแทน แต่เชื่อหรือไม่ว่า “ระบบอาหารและเกษตรกรรม” กลับได้รับเงินทุนด้านภูมิอากาศ (Climate Finance) เพียง 7% หรือไม่ถึง 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่ความจริงโลกต้องการเงินทุนสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายใน พ.ศ. 2573 เพื่อปรับปรุงระบบอาหารให้พร้อมรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ คำถามคือ ทำไมภาคส่วนที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนทั้งโลกถึงดึงดูดเงินทุนได้ยากขนาดนี้?
รายงานล่าสุดจากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ร่วมกับ Bain & Company ในชื่อ "From Pilots to Portfolios" ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ใช่เรื่องของ "การขาดแคลนเงินทุน" แต่คือ "ความไม่มั่นใจ" ของนักลงทุนต่อความเสี่ยง ผลตอบแทน และขนาดของโครงการ (Scale) เนื่องจากโมเดลเกษตรยั่งยืนส่วนใหญ่มักต้องใช้เงินลงทุนสูงในระยะแรก ผลตอบแทนระยะสั้นยังไม่แน่นอน และโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานยังกระจัดกระจาย ทำให้โครงการดีๆ มัก "ติดกับดัก" อยู่แค่ขั้นโครงการนำร่อง (Pilot) ไม่สามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้
เพื่อปลดล็อกปัญหานี้ รายงานเสนอ 4 แนวทาง
ขับเคลื่อนร่วมกัน ที่จะเปลี่ยนโครงการนำร่องให้กลายเป็นพอร์ตการลงทุนที่จับต้องได้
1. ส่งสัญญาณความต้องการซื้อที่ชัดเจน (Strengthening demand signals)
นักลงทุนต้องการความมั่นใจว่าเงินที่ลงไปจะมีรายได้กลับมาแน่นอน การที่บริษัทอาหารรายใหญ่ โครงข่ายผู้ค้าปลีก ออกมาส่งสัญญาณซื้อที่ชัดเจน เช่น การทำสัญญาผูกพันระยะยาว จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
ตัวอย่างความสำเร็จ: โปรแกรม Tomorrow's Dairy ของ Rabobank ร่วมกับ Nestlé ที่การันตีการจ่ายค่าพรีเมียมพิเศษให้กับเกษตรกรโคนมที่ปรับวิถีทำฟาร์มแบบยั่งยืน โดยที่สัญญานี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น และเงินพรีเมียมนี้บริษัทเป็นผู้แบกรับ ไม่ได้ผลักภาระไปที่ผู้บริโภค
2. สร้างแพลตฟอร์มการเงินร่วมหมุนเวียน (Building coordinated financing platforms)
ไม่มีสถาบันการเงินใดสามารถแบกรับความเสี่ยงในระบบอาหารได้เพียงลำพัง จึงต้องอาศัยการผสมผสานระหว่าง ทุนให้เปล่า (Philanthropic Capital) ทุนจากสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (DFIs) และธนาคารพาณิชย์
ตัวอย่างความสำเร็จ: Responsible Commodities Facility ในบราซิล ที่ใช้เงินทุนกลุ่มแรกไปรองรับความเสี่ยงในช่วงต้น เพื่อเปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์กล้าปล่อยสินเชื่อก้อนใหญ่ตามมา สามารถจัดสรรเงินไปแล้วกว่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับฟาร์ม 280 แห่งในรอบเก็บเกี่ยวเดียว
3. ขยายโครงสร้างพื้นฐานและพี่เลี้ยงให้เกษตรกร (Expanding farmer support)
ลำพังแค่เงินกู้ยืมนั้นไม่พอ เกษตรกรต้องการคำแนะนำทางเทคนิค ข้อมูลกสิกรรม และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่านวิธีการเพาะปลูก เพื่อไม่ให้ผลผลิตหรือรายได้สะดุด
ตัวอย่างความสำเร็จ: โปรแกรมประกันภัยถั่วลันเตาของ AXA Climate ในฝรั่งเศส ที่ช่วยออกค่าเบี้ยประกันล่วงหน้าให้เกษตรกรที่ยอมเปลี่ยนมาปลูกพืชยั่งยืน (แต่มีความผันผวนสูง) พร้อมให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลใกล้ชิด ช่วยดึงดูดเกษตรกรเข้าร่วมได้สำเร็จกว่า 400-500 ราย
4. ตีมูลค่าให้ผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน (Creating value for sustainability outcomes)
การลดคาร์บอน ดินที่ดีขึ้น หรือระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ควรได้รับการตีมูลค่าออกมาเป็นตัวเงิน เพื่อสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร
ตัวอย่างความสำเร็จ: แพลตฟอร์ม Soil Association Exchange Market ในอังกฤษ ที่จ่ายเงินรางวัลให้เกษตรกรตามผลลัพธ์การลดคาร์บอนที่ทำได้จริง โดยมีห้างค้าปลีกใหญ่อย่าง Tesco และ Lidl ร่วมสนับสนุน เพื่อนำตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกไปเคลมเป็นผลงานลดการปล่อยคาร์บอนทางอ้อม (Scope 3) ของบริษัทตนเอง
ตัดภาพมาที่ประเทศไทย โจทย์ใหญ่ที่รอการปลดล็อก
สำหรับประเทศไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "ครัวของโลก" ปัญหาการเข้าถึงทุนของเกษตรกรในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนถือเป็นความท้าทายที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ภาคเกษตรกรรมไทยเผชิญความเสี่ยงสูงจากสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน (Physical Risk) แต่การเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการปรับตัวกลับมีจำกัด เนื่องจากโครงสร้างภาคเกษตรไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ขาดเอกสารสิทธิ์ และขาดข้อมูลสินเชื่อที่จับต้องได้
อย่างไรก็ดี ในช่วงปี พ.ศ. 2568 - พ.ศ. 2569 ประเทศไทยเริ่มมีความเคลื่อนไหวเชิงบวกผ่านมาตรการ Thailand Taxonomy (มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม) ซึ่งในระยะที่ 2 ได้ขยายขอบเขตมาครอบคลุม "ภาคเกษตรกรรม" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาตรฐานนี้จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ในไทยสามารถจำแนกและปล่อย "สินเชื่อสีเขียว" (Green Loan) ให้กับภาคเกษตรได้อย่างมีระบบและลดความเสี่ยงข้อหาฟอกเขียว (Greenwashing)
นอกจากนี้ แบงก์ชาติไทยยังผลักดันแนวทาง Financing the Transition เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินไม่ได้มองแค่การตัดสิทธิ์ธุรกิจที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่เปลี่ยนเป็นการให้เงินทุนแก่เกษตรกรและเอสเอ็มอีในห่วงโซ่อาหาร เพื่อให้พวกเขามีทุนตั้งต้นในการปรับตัว (Transition) ก่อนที่จะสายเกินไป
ที่มา : World Economic Forum





