วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ผู้นำทั่วโลกเปิด 5 วาระเร่งด่วนเพื่อความยั่งยืน ท่ามกลางแรงปะทะ AI และภูมิรัฐศาสตร์

ผู้นำจากทั่วโลกร่วมกันกำหนด 5 วาระเร่งด่วนเพื่อความยั่งยืน เพื่อรับมือความท้าทายจาก AI และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

KEY POINTS

  • ผู้นำจากทั่วโลกร่วมกันกำหนด 5 วาระเร่งด่วนเพื่อความยั่งยืน เพื่อรับมือความท้าทายจาก AI และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
  • วาระสำคัญ 5 ข้อ: การวางกรอบจริยธรรม AI กลไกการระดมทุนเพื่อความยั่งยืน การหาตัวชี้วัดใหม่แทน GDP คุณลักษณะผู้นำยุคใหม่ และบทบาทของเอเชียในระเบียบโลก
  • ตัวแทนจากประเทศไทยได้นำเสนอแนวคิด “Sustainomy” เป็นโมเดลการเติบโตที่ผสานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เร่งพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังรื้อระเบียบโลกเดิม ผู้นำทางความคิดและผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกจึงรวมตัวกันที่ Rockefeller Foundation Bellagio Center ประเทศอิตาลี ภายใต้เวที One Earth Institute (OEI) เพื่อออกแบบผู้นำและทิศทางใหม่ของโลกยุคความไม่แน่นอน

ในการประชุมระดับสูงครั้งนี้ "ปิยะชาติ อิศรภักดี" Chief Sustainomist จาก BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) และผู้ริเริ่มแนวคิด “Sustainomy” ได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วม The Rockefeller Foundation Bellagio Leadership Retreat เป็นการส่งสัญญาณว่าเอเชียกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางโลกในอนาคต

ผู้นำทั่วโลกเปิด 5 วาระเร่งด่วนเพื่อความยั่งยืน ท่ามกลางแรงปะทะ AI และภูมิรัฐศาสตร์

ความท้าทาย 5 ประการ วาระเร่งด่วนของผู้นำโลก

จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวที Bellagio Leadership Retreat ผู้นำจากหลากหลายสาขาได้ร่วมกันระบุถึงคำถามสำคัญ 5 ข้อที่เป็นอุปสรรคและโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคใหม่:

1. การวางกรอบจริยธรรมและการกระจายผลประโยชน์จาก AI: ที่ประชุมตั้งคำถามว่า AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ หรือจะเป็นตัวเร่งให้ช่องว่างระหว่างผู้ที่มีเทคโนโลยีและผู้ที่ขาดแคลนขยายกว้างขึ้น ผู้นำโลกกำลังมองหาแนวทางที่จะจำกัดผลกระทบเชิงลบและส่งเสริมผลกระทบเชิงบวก เพื่อให้แน่ใจว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก AI จะถูกกระจายอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงบางประเทศหรือองค์กรขนาดใหญ่

2. กลไกการระดมทุนเพื่อความยั่งยืน: การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตาม โลกยังติดกับดักด้านงบประมาณ ภาระหนี้สิน และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้องมีการออกแบบกลไกทางการเงินใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนได้จริง

3. การก้าวข้ามดัชนีชี้วัด GDP: ผู้นำจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงความเพียงพอของ GDP ในการวัดความสำเร็จของประเทศ เมื่อปัญหาด้านคุณภาพชีวิต สุขภาวะ และสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องวิกฤติ การวัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมอีกต่อไป ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวชี้วัดใหม่ที่รวมมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน

4. คุณลักษณะของผู้นำในยุคแห่งความซับซ้อน: ปัญหาในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เรื่องแยกส่วน แต่เป็นความเชื่อมโยงกันระหว่างภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โลกจึงต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เชิงระบบ สามารถเชื่อมโยงหลายมิติ และสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. บทบาทของเอเชียในระเบียบโลกใหม่: เมื่อศูนย์กลางทางเศรษฐกิจย้ายมาสู่เอเชีย คำถามสำคัญคือเอเชียจะก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้กำหนดกติกา” (Rule Maker) หรือจะเป็นเพียง “ผู้ตาม” (Rule Taker) ในระเบียบโลกแบบเดิม ความเป็นกลางและขนาดประชากรของเอเชียถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างสมดุลใหม่ให้แก่การเมืองและเศรษฐกิจโลก

Sustainomy การเติบโตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

"ปิยะชาติ" ได้นำเสนอแนวคิด Sustainomy ในฐานะโมเดลการเติบโตที่รวมเอา เศรษฐกิจ การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ และอนาคตที่ยั่งยืน เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน โดยมองว่าเป้าหมายเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา

“โจทย์ของโลกในวันนี้จึงไม่ใช่แต่การลงมือทำที่จะนำไปสู่การเติบโตให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบโมเดลการเติบโตที่สามารถทำให้เศรษฐกิจให้ก้าวหน้า ไปพร้อมกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้”

"ปิยะชาติ" ระบุเพิ่มเติมว่า โลกไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาชุดใหม่ แต่กำลังเผชิญกับข้อจำกัดของกรอบความคิดเดิม ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข การแก้ไขปัญหาในระดับปฏิบัติการก็จะไม่สามารถสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนได้

นัยสำคัญต่อประเทศไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การเข้าร่วมเวที Bellagio ของตัวแทนจากไทยในครั้งนี้ มีบทเรียนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศ

ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย: ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้เข้าร่วมประชุม มาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาโลก เพื่อให้ผลของการเจรจาระหว่างประเทศนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของชาติ รัฐบาลควรพิจารณาตัวชี้วัดใหม่ๆ ที่นอกเหนือจาก GDP เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

ภาคธุรกิจและนักลงทุน: ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงกิจกรรม CSR แต่เป็นหัวใจหลักของโมเดลธุรกิจยุคใหม่ ธุรกิจที่สามารถผสานเป้าหมายทางเศรษฐกิจเข้ากับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ Sustainomy จะมีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลสูงกว่า นอกจากนี้ ภาคธุรกิจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ที่ AI และความยั่งยืนจะกลายเป็นมาตรฐานบังคับ

ภาคสังคมและประชาชนทั่วไป: การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสมการ Sustainomy ประชาชนต้องได้รับการพัฒนาทักษะเพื่ออยู่รอดในยุค AI และเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภค ความเป็นอยู่ และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แม้แต่ละภูมิภาคจะมีความท้าทายที่แตกต่างกัน แต่ข้อสรุปจาก Bellagio Center ชี้ให้เห็นว่า อนาคตของโลกไม่สามารถพึ่งพาเพียงการเติบโตทางตัวเลขเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป การออกแบบระบบที่สร้างทั้งความมั่งคั่ง คุณภาพชีวิต และความยั่งยืนไปพร้อมกัน คือทางออกเดียวที่มวลมนุษยชาติมี

สำหรับประเทศไทย "ปิยะชาติ" ทิ้งท้ายว่า อะไรคือสิ่งที่จะทำให้โลกฟังประเทศไทย และอะไรคือสิ่งที่โลกจะขาดไทยไม่ได้ การหาคำตอบนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการนำประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน และมั่นใจได้ว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งอนาคตของคนรุ่นหลังไว้ข้างหลัง