วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน 2569

Login
Login

Cartier ปักหมุดกรุงเทพฯ รวมผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ปั้นธุรกิจเพื่อสังคม ฝ่ากำแพงเงินทุน

ผู้ประกอบการหญิงจากทั่วทุกมุมโลกรวมตัวกันที่กรุงเทพมหานคร ชูบทบาทของในการพัฒนาโลก เมื่อเมซงคาร์เทียร์จัดงานประกาศรางวัลและเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของโครงการ Cartier Women’s Initiative (CWI) ภายใต้แนวคิด “Women Lighting the Path” เพื่อพิสูจน์ว่าธุรกิจไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างกำไร แต่คือพลังในการรับมือกับวิกฤติ ผ่านนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำ สร้างผลกระทบที่จับต้องได้ต่อผู้คนและชุมชน

แม้ผู้หญิงทั่วโลกจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมมากขึ้น แต่เส้นทางยังเต็มไปด้วยอุปสรรคที่มองไม่เห็น โดยรายงาน Global Entrepreneurship Monitor (GEM) 2023/24 Women's Entrepreneurship Report ซึ่งเก็บข้อมูลจาก 46 ประเทศ ระบุว่า อัตราการเริ่มต้นธุรกิจของผู้หญิงเพิ่มจาก 6.1% เป็น 10.4% ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่สัดส่วนธุรกิจที่สามารถเติบโตจนมั่นคงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จาก 4.2% เป็น 5.9% สะท้อนว่าผู้หญิงจำนวนมากสามารถ "เริ่มต้น" ได้ แต่ยังขาดทรัพยากรที่จะพาธุรกิจไปสู่การขยายตัวในระยะยาว ทั้ง "เงินทุน" และ "เครือข่าย"

นอกจากนั้น อคติทางเพศที่ยังฝังรากลึกในระบบนิเวศธุรกิจยังคงเป็นกำแพงสำคัญ ผู้หญิงมีโอกาสรู้จักผู้ประกอบการรายอื่นน้อยกว่าผู้ชายราว 10% และมีแนวโน้มลงทุนในธุรกิจน้อยกว่ากว่า 30%

Cartier ปักหมุดกรุงเทพฯ รวมผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ปั้นธุรกิจเพื่อสังคม ฝ่ากำแพงเงินทุน

เชื่อมเครือข่าย เติมโอกาสธุรกิจหญิง

“ซีริลล์ วิญเญอรอง” (Cyrille Vigneron) ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ กล่าวว่า ในโลกธุรกิจ ผู้ประกอบการหญิงมักถูกมองข้าม โดยปัจจุบันมีเงินทุนเพียง 5% เท่านั้นที่ไหลสู่ธุรกิจที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าธุรกิจเหล่านี้มีความเสี่ยงสูง ตัวเลขนี้เองที่เป็นคำตอบว่าทำไมผู้หญิงหลายคนถึงเลือกที่จะหยุดอยู่แค่การเริ่มต้น แต่ไม่สามารถขยายขนาดธุรกิจให้มั่นคงได้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้หญิงกลับเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศรายได้ปานกลางและรายได้สูง ทำให้โครงการระดับโลกอย่าง CWI มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้หญิงจากหลายประเทศให้สามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายเครือข่าย และเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการขยายผลกระทบของธุรกิจ

Cartier ปักหมุดกรุงเทพฯ รวมผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ปั้นธุรกิจเพื่อสังคม ฝ่ากำแพงเงินทุน

รายงานผู้ประกอบการเพื่อสังคม

ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2025 ของ Cartier Women’s Initiative แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญของผู้ประกอบการหญิงในโครงการ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2006 โครงการได้สนับสนุนผู้ประกอบการแล้วกว่า 330 ราย จาก 67 ประเทศ และมอบเงินสนับสนุนรวมกว่า 14,100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ทั้งนี้ 75% ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการยังคงดำเนินธุรกิจเดิมหรือธุรกิจใหม่ที่เน้นการสร้างผลกระทบอย่างต่อเนื่อง 66% ยังคงเปิดดำเนินการอยู่ และอีกร้อยละ 9 ได้รับการควบรวมกิจการหรือถูกซื้อกิจการไป ในด้านผลประกอบการทางการเงิน 76% ของผู้ประกอบการระบุว่ามีรายได้ประจำปีเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ 55% มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น โดยในปี 2024 มีธุรกิจร้อยละ 34 ที่สามารถทำกำไรได้ และร้อยละ 32 อยู่ในจุดคุ้มทุน

ธุรกิจภายใต้โครงการ CWI ครอบคลุมหลากหลายภาคส่วน โดย 40% มุ่งเน้นไปที่ด้านภูมิอากาศ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ตามมาด้วยด้านสุขภาพและสุขอนามัย (38%) และด้านการมีส่วนร่วมและความเท่าเทียม (24%) รายงานยังชี้ให้เห็นว่า 82% ของผู้ประกอบการยอมรับว่าผลสำเร็จทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมนั้นมาจากแรงสนับสนุน เครือข่าย และการประชาสัมพันธ์ของโครงการ

โดยในปี 2024 มีผู้ประกอบการ 66% ที่สามารถระดมทุนจากภายนอกได้สำเร็จ ซึ่งมีทั้งในรูปแบบเงินทุนให้เปล่า 54%, การร่วมลงทุน 24% และการกู้ยืม 22%

ผลกระทบที่เกิดขึ้นสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

  • การเข้าถึงบริการ: ร้อยละ 42 ของผู้ประกอบการที่ให้บริการแก่บุคคลทั่วไป รายงานว่ามีลูกค้าได้รับประโยชน์มากกว่า 10,000 ราย
  • ความร่วมมือกับภาครัฐ: ร้อยละ 18 ของธุรกิจมีการให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
  • การจ้างงาน: ร้อยละ 32 ของผู้ประกอบการมีพนักงานประจำมากกว่า 20 คน และที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 63 ของพนักงานทั้งหมดเป็นสตรี

Cartier ปักหมุดกรุงเทพฯ รวมผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ปั้นธุรกิจเพื่อสังคม ฝ่ากำแพงเงินทุน

ไทยต้อนรับผู้นำหญิงจากทั่วโลก

“ญานีน่า โนวิทสกาญ่า” (Yanina Novitskaya) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคาร์เทียร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย กล่าวว่า โครงการนี้ไปไกลกว่าโครงการผู้ประกอบการทั่วไป โดยได้กลายเป็นชุมชนระดับโลกที่รวมตัวเหล่าผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลง

การจัดงานในครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากจัดขึ้นในประเทศไทย ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว และได้ร่วมมือกับภาคการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสถานที่จัดงานประกาศรางวัลยกย่องผู้ประกอบการหญิง 30 คน

ประกอบด้วยรางวัลระดับภูมิภาค 9 รางวัล และรางวัลผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1 รางวัล ทั้งนี้ รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับทุนสนับสนุน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 2 และ 3 ได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

อ่านต่อ ผู้ประกอบการหญิงที่ได้รับรางวัล และรูปแบบธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวก Click 20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

ภายในงานยังจัดแสดง Immersive Exhibition ถ่ายทอดเส้นทาง 20 ปีของ CWI ผ่านเรื่องราวผู้ประกอบการหญิง 20 คนจากทั่วโลก พร้อมโซน Interactive “Cabinets of Curiosities” และพื้นที่จัดแสดงผลงานของสมาชิกโครงการ รวมถึงผู้ประกอบการหญิงไทยที่ร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

Cartier ปักหมุดกรุงเทพฯ รวมผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ปั้นธุรกิจเพื่อสังคม ฝ่ากำแพงเงินทุน

ฝ่าด่านความน่าเชื่อถือ สู่บทพิสูจน์พลังผู้ประกอบการหญิง

"อิซาเบล ปูลิโด" (Isabel Pulido) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ NanoFreeze บริษัทนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีจากประเทศโคลอมเบีย ผู้ชนะรางวัลที่ 1 จากกลุ่มผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ผู้หญิงมีความท้าทายที่ต้องฝ่าด่านสำคัญตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการ “พิสูจน์ความน่าเชื่อถือ” ต่อหน้านักลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจและตัวผู้ก่อตั้งเอง

อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่องนี้ ได้หล่อหลอมให้ผู้ประกอบการหญิงมีคุณลักษณะเด่นคือ ความยืดหยุ่นและความอดทน หรือ resilience ที่ช่วยให้สามารถรับมือกับอุปสรรคและความไม่แน่นอนในโลกธุรกิจได้อย่างแข็งแรงมากขึ้น

"แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันสูง สิ่งที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนคือ ความรู้สึกถึงเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพาธุรกิจเดินหน้าอย่างยั่งยืน"

และในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง NanoFreeze เป็นตัวอย่างของการนำพานวัตกรรมเข้าไปเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมทำความเย็นระดับโลกที่มีมูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยการปล่อยคาร์บอนสูง โดยการนำเทคโนโลยีชีวภาพนาโน มาใช้เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น

Cartier ปักหมุดกรุงเทพฯ รวมผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ปั้นธุรกิจเพื่อสังคม ฝ่ากำแพงเงินทุน

เปลี่ยนโลกเพื่อทุกคน

"คิลีย์ แคท-เวลส์" (Keely Cat-Wells) ผู้ก่อตั้ง Making Space แพลตฟอร์มด้านการเรียนรู้และการจ้างงานเพื่อคนพิการ และผู้ชนะเลิศอันดับ 1 จากกลุ่มอเมริกาเหนือ ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงประสบการณ์ส่วนตัวนำไปสู่ภารกิจระดับโลก โดยเส้นทางการเป็นนักรณรงค์เริ่มต้นขึ้นอย่างฉับพลันเมื่ออายุ 17 ปี ในขณะที่กำลังฝึกฝนเพื่อเป็นนักเต้นอาชีพในสถาบันที่มีชื่อเสียง ณ กรุงลอนดอน อาการเจ็บป่วยรุนแรงทำให้ต้องใช้เวลาในโรงพยาบาลนานถึง 4 ปี และผ่านการผ่าตัดหลายครั้งซึ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อออกจากโรงพยาบาลและเริ่มต้นหางาน พบกับความจริงที่โหดร้ายของตลาดแรงงาน ครั้งหนึ่งเคยถูกยกเลิกโอกาสในการทำงานทันทีหลังจากเปิดเผยข้อมูลเรื่องความพิการและร้องขอการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ประสบการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชุมชนคนพิการทั่วโลก

"โลกจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความพิการ จากเดิมที่มองว่าเป็นความอ่อนแอ หรือปัญหาส่วนบุคคล ไปสู่การมองเห็นศักยภาพและนวัตกรรม"

แคท-เวลส์ ระบุว่า สถิติความเหลื่อมล้ำปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง โดยคนพิการมีโอกาสว่างงานสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในภาวะยากจนมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่าเช่นกัน เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงก่อตั้ง Making Space แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงคนพิการเข้ากับโอกาสการจ้างงานและการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้คนพิการได้แบ่งปันเรื่องราวและศักยภาพของตนเอง คือกุญแจสำคัญที่จะดึงเอาความสามารถที่แท้จริงออกมา เพื่อสร้างนิยามใหม่ของความเป็นผู้นำและการเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

การเสริมอำนาจสตรีในการเกษตร

"โมนิกา ชุกลา" (Monika Shukla) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Humble Bee ประเทศอินเดีย คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 กลุ่มเอเชียใต้และเอเชียกลาง จากการนำเสนอเทคโนโลยีการเลี้ยงผึ้งเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้และระบบอาหาร โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเกษตรกรสตรีรายย่อยทั่วประเทศ

ในปัจจุบัน เกษตรกรในประเทศอินเดียกว่าร้อยละ 85 จัดเป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ถือครองน้อยกว่า 1 เอเคอร์ ข้อจำกัดด้านพื้นที่ทำให้การล้มเหลวของการเพาะปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถนำไปสู่ภาวะหนี้สิน ความทุกข์ยาก และปัญหาการฆ่าตัวตายในกลุ่มเกษตรกรไ

"ผึ้ง" คือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหานี้ เนื่องจากผึ้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผสมเกสร ส่งผลให้พืชผลแข็งแรงขึ้น ให้ผลผลิตที่สูงขึ้น และสร้างรายได้เสริมจากการเก็บเกี่ยวน้ำผึ้ง

Humble Bee เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรด้วยการผลิต "รังผึ้งแบบแม่นยำ" เพื่อมอบให้แก่เกษตรกรสตรีได้เป็นเจ้าของในฐานะทรัพย์สินที่สร้างรายได้ บริษัทมีการจัดอบรมทักษะการเลี้ยงผึ้งเชิงวิทยาศาสตร์และวางแผนการเคลื่อนย้ายรังผึ้งไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับปฏิทินการปลูกพืชตามฤดูกาล

กระบวนการนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเกษตรกรสตรีจะสามารถเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากผึ้งได้ปีละ 4-5 ครั้ง นอกจากนี้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงด้านราคา Humble Bee ยังมีระบบรับซื้อผลผลิตคืนในราคาที่เป็นธรรมล่วงหน้า เพื่อประกันรายได้ที่แน่นอนให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ

"เมื่ออินเดียเผชิญกับการขาดแคลนอาหาร การปฏิวัติสีเขียวทำให้เรามีอาหารเพียงพอ เมื่อขาดแคลนน้ำนม การปฏิวัติสีขาวทำให้เราเป็นผู้ผลิตนมรายใหญ่ที่สุดของโลก และตอนนี้ถึงเวลาแล้วสำหรับการปฏิวัติสีทอง"

เปลี่ยนกองขยะเป็นโอกาส

"หลุยซ่า เกเตชา" (Louisa Gatecha) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท Bottle Logistics ผู้ชนะรางวัลที่ 1 กลุ่มทวีปแอฟริกา กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของแอฟริกาตะวันออก ผ่านการพลิกฟื้นขยะแก้วที่เคยถูกทอดทิ้งในหลุมฝังกลบให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่า พร้อมสร้างงานที่มีศักดิ์ศรีให้กับกลุ่มเปราะบางในชุมชน

"หลุยซ่า" ยกตัวอย่าง หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ ดีน่า พนักงานหญิงที่เคยต้องแยกทางกับลูก ๆ เนื่องจากปัญหาความยากจน แต่หลังจากได้รับโอกาสทำงานที่ Bottle Logistics สามารถกลับมามีสุขภาพที่ดี มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และสามารถดูแลครอบครัวให้กลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

รูปแบบธุรกิจของ Bottle Logistics ไม่เพียงแต่เน้นที่ผลกำไร แต่ยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มหญิงเปราะบางที่เผชิญความเสี่ยงให้มีงานทำที่มั่นคงและปลอดภัย

การดำเนินงานของ Bottle Logistics ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่าการจัดการขยะอย่างเป็นระบบสามารถช่วยลดภาระของภาครัฐในการบริหารจัดการพื้นที่หลุมฝังกลบที่กำลังลดน้อยลง ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้อุตสาหกรรมผู้ผลิตสามารถก้าวสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนได้มากขึ้น การเปลี่ยนกองขยะแก้วที่เคยเป็นอันตรายให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจไม่เพียงแต่ช่วยให้ชุมชนสะอาดขึ้น แต่ยังช่วยสร้างอนาคตที่สดใสให้กับแรงงานในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน