วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน 2569

Login
Login

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

กรุงเทพมหานครได้กลายเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนสังคมระดับโลก ในวาระที่เมซงคาร์เทียร์ (Maison Cartier) จัดงานประกาศรางวัลและเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของโครงการ Cartier Women’s Initiative (CWI) ภายใต้แนวคิด “Women Lighting the Path” เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการหญิง 30 ท่านจากทั่วทุกมุมโลก ผู้ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของผู้หญิงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ยังสามารถจุดประกายการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนในวงกว้างผ่านนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน

งานในครั้งนี้สะท้อนถึงวิวัฒนาการของโครงการที่เติบโตจากการเป็นส่วนหนึ่งของเวทีเศรษฐกิจโลก สู่การเป็นเครือข่ายสนับสนุนอิสระที่แข็งแกร่ง โดยมีการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนจากเดิม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (3.6 ล้านบาท) สู่ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (108 ล้านบาท) ต่อปี เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการเงินที่ผู้ประกอบการหญิงทั่วโลกยังคงเผชิญอยู่ และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยืน

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

วิวัฒนาการสองทศวรรษ

จุดเริ่มต้นของโครงการ CWI ในปี 2006 เกิดจากความร่วมมือกับ Women’s Forum for the Economy & Society ก่อนที่จะยกระดับขึ้นเป็นโปรแกรมอิสระในปี 2016 เพื่อขยายขอบเขตการบริหารจัดการเป็นโปรแกรมระดับโลกที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาโครงการได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการสนับสนุนผู้หญิงเพียงคนหนึ่งสามารถส่งต่อคุณค่าและโอกาสสู่สังคมในวงกว้าง เกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ "ระลอกคลื่น" (Ripple Effect) โดยให้การสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงไปแล้วกว่า 330 ราย จาก 67 ประเทศ และมอบเงินทุนรวมกว่า 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันเครือข่าย CWI มีสมาชิกคอมมูนิตี้ที่ยังคงขับเคลื่อนงานร่วมกันมากกว่า 520 ราย ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศ

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

“ซีริลล์ วิญเญอรอง” (Cyrille Vigneron) ประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมของคาร์เทียร์ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญในโลกการเงินว่า ปัจจุบันมีเงินทุนเพียง 5% เท่านั้นที่ไหลเข้าสู่ธุรกิจที่มีสตรีเป็นเจ้าของ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มักประเมินว่าธุรกิจเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงเกินไป

บทบาทของ CWI จึงไม่ใช่แค่การให้ทุน แต่คือการทำหน้าที่ฉายแสง และลดความเสี่ยง ผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวดและการรับรองระดับโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนรายอื่น ๆ กล้าที่จะเข้ามาสนับสนุนต่อ

ประเทศไทย พื้นที่ศักยภาพและวัฒนธรรมผู้นำสตรี

“ซีริลล์” บอกว่า การเลือกกรุงเทพมหานครเป็นสถานที่จัดงานในปีนี้ เพราะมองว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากมีวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและสนับสนุนบทบาทสตรีในฐานะผู้นำธุรกิจอยู่แล้ว โดยเฉพาะในประเด็นท้าทายระดับท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดสู่ระดับสากล เช่น การจัดการน้ำในเขตเมืองและการรับมือกับสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงผ่านนวัตกรรมสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่คาร์เทียร์ให้ความสนใจและมองว่าเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ ในงานยังมีพื้นที่จัดแสดงพิเศษรวบรวมผลงานของผู้ประกอบการหญิงชาวไทยที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการความร่วมมือระหว่างคาร์เทียร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของระบบนิเวศสำหรับผู้ประกอบการหญิงในประเทศไทย

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

เจาะลึก 10 โมเดลธุรกิจเปลี่ยนโลก

หัวใจสำคัญของโครงการคือการคัดเลือกผู้ประกอบการหญิงที่นำนวัตกรรมมาแก้ปัญหาในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งธุรกิจสอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

สำหรับปี 2026 โครงการได้ยกย่องผู้ประกอบการหญิง 30 ท่าน จาก 10 หมวดรางวัล ประกอบด้วยรางวัลระดับภูมิภาค 9 รางวัล และรางวัลผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science & Technology Pioneer Award) 1 รางวัล โดยผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดผ่านกระบวนการประเมินอย่างเข้มงวดจากคณะกรรมการอิสระ ทั้งนี้ ปีนี้ยังนับเป็นครั้งแรกที่มีผู้ได้รับรางวัลจากประเทศเนปาล

ผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งจะได้รับทุนสนับสนุน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รองชนะเลิศอันดับสองและสามจะได้รับทุน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ นอกเหนือจากเงินทุน ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 30 ท่านยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมหลักสูตร Fellowship ระยะเวลา 1 ปี พร้อมเข้าถึงเครือข่าย Cartier Women’s Initiative ระดับโลกตลอดชีวิต

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

1. แอฟริกา: Louisa Gatecha ซีอีโอ Bottle Logistics ประเทศเคนยา

รายละเอียดธุรกิจ: เคนยาเผชิญปัญหาขยะแก้วกว่า 310,000 ตันต่อปี แต่มีการรีไซเคิลไม่ถึง 35% Bottle Logistics จึงรีไซเคิลขวดแก้วจากภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภคให้กลับมาเป็นวัตถุดิบผลิตแก้วใหม่ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสร้างรายได้ให้ผู้เก็บขยะในระบบไม่เป็นทางการ

ผลกระทบ: รีไซเคิลแก้วไปแล้วกว่า 66,400 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 11,000 ตัน และสร้างงานให้ผู้เก็บขยะในระบบไม่เป็นทางการกว่า 350 ตำแหน่ง พร้อมช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตแก้วใหม่

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 1 (ยุติความยากจน), 12 (การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน) และ 13 (การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

2. เอเชียตะวันออก: Jeklin Kim ซีอีโอ GemGem Therapeutics ประเทศเกาหลีใต้

รายละเอียดธุรกิจ: พัฒนาเกมฟื้นฟูสมรรถภาพที่ใช้ AI ในการตรวจจับการเคลื่อนไหวผ่านกล้องสมาร์ตโฟน เพื่อช่วยเด็กที่มีภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) ให้สามารถฝึกกล้ามเนื้อมือได้ที่บ้านโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง

ผลกระทบ: เด็กกว่า 1,508 คนเข้าร่วมโปรแกรม โดย 76% มีพัฒนาการดีขึ้นใน 1 เดือน และ 38% มาจากครอบครัวรายได้น้อย

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 3 (สุขภาวะที่ดี), 4 (การศึกษาที่มีคุณภาพ) และ 10 (ลดความไม่เสมอภาค)

3. ยุโรป: Angela Ursem ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Food for Skin ประเทศเนเธอร์แลนด์)

รายละเอียดธุรกิจ: สร้างแบรนด์สกินแคร์จากพืช 100% ที่ใช้วัตถุดิบเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อต่อต้านการโฆษณาเกินจริงด้านสิ่งแวดล้อม (Greenwashing) และใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลทั้งหมด

ผลกระทบ: ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง 30% และลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ลง 40% เมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 3 (สุขภาวะที่ดี), 12 (การผลิตที่ยั่งยืน) และ 14 (การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล)

4. แอฟริกาใต้สะฮารา (กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส): Mylène Flicka ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Irawo ประเทศเบนิน

รายละเอียดธุรกิจ: แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่มุ่งเน้นทักษะด้านเทคโนโลยี AI และภาวะผู้นำ เพื่อปิดช่องว่างด้านทักษะของแรงงานในแอฟริกา

ผลกระทบ: สร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่ผู้เรียนมากกว่า 18,000 คน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 4 (การศึกษาที่มีคุณภาพ) และ 8 (การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ)

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

5. ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน: Cristina Campero Peredo ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง PROSPERiA ประเทศเม็กซิโก

รายละเอียดธุรกิจ: ใช้ AI วิเคราะห์ภาพจอประสาทตาเพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวานขึ้นตาและต้อหิน โดยไม่ต้องพึ่งพาแพทย์เฉพาะทางในพื้นที่ห่างไกล

ผลกระทบ: คัดกรองผู้ป่วยไปแล้วกว่า 150,000 คน โดยตรวจพบภาวะอันตรายถึง 57% ของกลุ่มเป้าหมาย

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 3 (สุขภาวะที่ดี), 9 (อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน) และ 10 (ลดความไม่เสมอภาค)

6. ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ: Salma Tammam ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Reme-D ประเทศอียิปต์

รายละเอียดธุรกิจ: ผลิตชุดตรวจวินิจฉัยโรคระดับโมเลกุล (เช่น วัณโรคและเอชไอวี) ที่ใช้งานได้ในสภาพอากาศร้อนโดยไม่ต้องแช่เย็น และมีราคาถูกกว่าสินค้านำเข้า 6 เท่า
ผลกระทบ: สนับสนุนการตรวจวินิจฉัยให้ผู้ป่วยกว่า 550,000 ราย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ตรวจโรคได้ถึง 30 รายการ

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 3 (สุขภาวะที่ดี), 9 (นวัตกรรม) และ 10 (ลดความไม่เสมอภาค)

7. อเมริกาเหนือ: Keely Cat-Wells ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Making Space สหรัฐอเมริกา

รายละเอียดธุรกิจ: แพลตฟอร์มการเรียนรู้และการจ้างงานที่ออกแบบมาเพื่อคนพิการโดยเฉพาะ เพื่อทลายกำแพงการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน

ผลกระทบ: สนับสนุนคนพิการกว่า 10,000 คน และช่วยให้ 300 คนได้งานจริง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.1 ล้านดอลลาร์

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 8 (งานที่มีคุณค่า) และ 10 (ลดความไม่เสมอภาค)

8. โอเชียเนีย: Alexandra Cannizzaro ผู้ก่อตั้ง Platform Zero ประเทศออสเตรเลีย

รายละเอียดธุรกิจ: แพลตฟอร์มดิจิทัลเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อแบบเรียลไทม์ เพื่อระบายผลผลิตส่วนเกินก่อนที่จะกลายเป็นขยะอาหาร

ผลกระทบ: ลดปริมาณขยะอาหารได้ 43,000 กิโลกรัม และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 27,000 กิโลกรัม

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 2 (ยุติความหิวโหย), 12 (การบริโภคที่ยั่งยืน) และ 13 (การรับมือสภาพภูมิอากาศ)

9. เอเชียใต้และเอเชียกลาง: Monika Shukla ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Humble Bee ประเทศอินเดีย

รายละเอียดธุรกิจ: เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ให้ผู้หญิงในชนบท ควบคู่กับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การฝึกอบรม และระบบรับซื้อคืนที่เป็นธรรม

ผลกระทบ: ปัจจุบันได้ฝึกอบรมผู้หญิงกว่า 2,500 คน ช่วยเพิ่มรายได้เฉลี่ย 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่พื้นที่ที่มีรังผึ้งมีผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น 15-25% จากการผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นผลกระทบ: ฝึกอบรมผู้หญิงกว่า 2,500 คน เพิ่มรายได้เฉลี่ย 500 ดอลลาร์ต่อปี และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ 15-25%

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 1 (ยุติความยากจน), 5 (ความเท่าเทียมทางเพศ) และ 13 (การรับมือสภาพภูมิอากาศ)

10. Isabel Pulido ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ NanoFreeze ประเทศโคลอมเบีย

รายละเอียดธุรกิจ: พัฒนาวัสดุทำความเย็นจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ ซึ่งสามารถรักษาอุณหภูมิได้นาน 200 ชั่วโมงโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า

ผลกระทบ: ประหยัดมูลค่าอาหารได้กว่า 760,000 ดอลลาร์ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 20 ตันต่อปี

สอดคล้องกับ SDG: เป้าหมายที่ 7 (พลังงานสะอาด), 12 (การผลิตที่ยั่งยืน) และ 13 (การรับมือสภาพภูมิอากาศ)

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง จำนวน 10 ท่าน

  • ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน: Natalia Cano, โคลอมเบีย, Docokids
  • อเมริกาเหนือ: Vanessa Castañeda Gill, สหรัฐอเมริกา, Social Cipher
  • ยุโรป: Elise Thorel, ฝรั่งเศส, Marie Curry
  • กลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮาราที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ: Adeline Pelage, แคเมอรูน, Biscuiterie Bobo
  • กลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกาที่ใช้ภาษาอังกฤษและโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ: Céleste Tchetgen Vogel, เคนยา, eWAKA
  • ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ: Nidal Tafah, โมร็อกโก, MIRRIAH
  • เอเชียตะวันออก: Ting Ye, จีน, BloomGEM
  • เอเชียใต้และเอเชียกลาง: Divya Kamerkar, อินเดีย, Pinky Promise
  • โอเชียเนีย: Rosie Dumbrell, ออสเตรเลีย, Everform Therapywear
  • รางวัลผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: Vida Gabriel, แคนาดา, TerraFixing

ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สาม จำนวน 10 ท่าน

  • ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน: Maricruz Larrea Perez, ชิลี, Farmtastica
  • อเมริกาเหนือ: Alba Forns, สหรัฐอเมริกา, Climatize
  • ยุโรป: Hahyeon Park, ฝรั่งเศส, OMENA Technologies
  • กลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮาราที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ: Alice Ndeh, แคเมอรูน, Nkwa
  • กลุ่มประเทศในทวีปแอฟริกาที่ใช้ภาษาอังกฤษและโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ: Susan Namirimu, ยูกันดา, Mtindo
  • ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ: Vriko Yu, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, Archireef
  • เอเชียตะวันออก: Hyojeong Kim, เกาหลีใต้, NomadHer
  • เอเชียใต้และเอเชียกลาง: Prakriti Gautam, เนปาล, Khetipati Organics
  • โอเชียเนีย: Ruby Riethmuller, ออสเตรเลีย, Womn-Kind
  • รางวัลผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: Dali Rashid, ฝรั่งเศส, Genomines

เยียวยาจิตใจและนิยามใหม่ของภาวะผู้นำ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญก่อนพิธีมอบรางวัลคือกิจกรรม Cartier Dialogues ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ซึ่งแบ่งการเสวนาออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ เพื่อสะท้อนถึงตัวตนและพลังของผู้นำหญิง

ช่วงที่ 1: "Unveiling Brilliance: Imposter Syndrome & The Path to Authentic Leadership" การเสวนาในช่วงแรกได้รับเกียรติจาก ซีริลล์ วิญเญอรอง ร่วมกับ ดร. ลิซา ออร์เบ-ออสติน นักจิตวิทยาและที่ปรึกษาด้านองค์กรชื่อดัง เพื่อร่วมพูดคุยถึงสภาวะ “Imposter Syndrome” หรือ “อาการคิดว่าตนเองไม่เก่ง” ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางศักยภาพของผู้ประกอบการหญิงจำนวนมาก

การเสวนาชี้ให้เห็นว่าสภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากโครงสร้างระบบสังคมที่มักตั้งคำถามต่อความสามารถของสตรี การเข้าใจและก้าวข้ามความท้าทายนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญสู่การเป็นผู้นำที่แท้จริง

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

ช่วงที่ 2: "Strength Reimagined: Leadership, Kindness and the Courage to Defy Expectations" การเสวนาในช่วงที่สองเป็นการรวมตัวของบุคคลระดับโลก ได้แก่ ซีริลล์ วิญเญอรอง, อามัล คลูนีย์ และ รามลา อาลี นักมวยโอลิมปิกและทูตองค์การยูนิเซฟ โดยได้ร่วมกันวิพากษ์ “ภาพจำ” ที่สังคมมีต่อคำว่าความแข็งแกร่ง ซึ่งมักผูกติดอยู่กับอำนาจและการควบคุม

การเสวนาได้เสนอแนะนิยามใหม่ของความแข็งแกร่งที่ผสานรวมความเมตตา และความกล้าหาญที่จะเป็นตัวของตัวเองท่ามกลางความคาดหวังของสังคม พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของการศึกษา การคุ้มครองทางกฎหมาย และการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเสริมศักยภาพให้สตรีอย่างยั่งยืน

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

เปลวเทียนที่จุดประกายให้กับผู้อื่น

“ญานีน่า โนวิทสกาญ่า” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคาร์เทียร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย กล่าวว่า โครงการนี้ไปไกลกว่าโครงการผู้ประกอบการทั่วไป โดยได้กลายเป็นชุมชนระดับโลกที่รวมตัวเหล่าผู้นำที่สร้างความเปลี่ยนแปลง

“การจัดงานในครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่งเนื่องจากจัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ความร่วมมือกับภาคการศึกษาและการส่งต่อความรู้ งานในครั้งนี้จัดขึ้น ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของโครงการ โดยในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา คาร์เทียร์และมหาวิทยาลัยได้ร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงผ่านโครงการอบรมพิเศษระยะเวลา 6 สัปดาห์ เพื่อช่วยในการขยายขนาดธุรกิจ”

นอกจากนี้ “ญานีน่า” ยังได้กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงสนับสนุนกลุ่มช่างฝีมือและสตรีในชนบท ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสที่สำคัญให้แก่ผู้คนทั่วประเทศ

“ผู้หญิงแต่ละคนที่ได้รับการเชิดชูเปรียบเสมือนเปลวเทียนที่สามารถจุดประกายให้กับผู้อื่นได้นับไม่ถ้วนโดยที่เปลวไฟของตนเองไม่ได้ลดน้อยลงไป ความก้าวหน้าที่ยั่งยืนไม่สามารถสร้างขึ้นได้โดยลำพัง แต่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของผู้คนที่เลือกที่จะไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังเลือกที่จะส่องสว่างนำทางให้แก่ผู้อื่นด้วย”

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก

ก้าวต่อไปสู่ปี 2027

คาร์เทียร์ยังคงเดินหน้าสนับสนุนสตรีอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการ CWI ประจำปี 2027 ได้เปิดรับสมัครแล้วจนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2026 นี้ โดยการประกาศรางวัลครั้งถัดไปจะจัดขึ้น ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

"ซีริลล์" แนะนำถึงผู้ที่สนใจสมัครว่า กระบวนการคัดเลือกคือโอกาสในการทบทวนแผนธุรกิจอย่างจริงจัง การเตรียมใบสมัครให้แข็งแกร่งที่สุดคือหัวใจสำคัญ ควรใช้เวลากับมันอย่างจริงจัง เพราะนี่คือกรณีศึกษาเพื่อพัฒนาธุรกิจของตัวเอง

โครงการ Cartier Women’s Initiative ไม่ใช่เพียงแค่การมอบรางวัลประจำปี แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับนวัตกรรมของสตรี ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาระดับโลก ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมสืบไป

20 ปีแห่งพลังสตรี Cartier Women’s Initiative รวมผู้ประกอบการสร้างธุรกิจช่วยโลก