แรงต้านสำคัญมาจากความร่วมมือระหว่างประเทศที่เปราะบาง วิกฤติระบบนิเวศที่ใกล้ถึงจุดเปลี่ยน เช่น ปะการังฟอกขาวรุนแรงในไทย และปัญหาการลงทุนที่ไม่ตรงจุดหรือเป็นเพียงการฟอกเขียว (Blue-washing)
KEY POINTS
- วิเคราะห์ 6 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทะเลและเศรษฐกิจโลก โดยแบ่งเป็น 3 แรงขับเคลื่อนเชิงบวก และ 3 แรงต้านที่เป็นอุปสรรค
- แรงขับเคลื่อนเชิงบวก ได้แก่ การยกระดับประเด็นทางทะเลเป็นวาระความมั่นคงโลก, เทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับชุมชน และการเติบโตของเครื่องมือการเงินสีน้ำเงิน (Blue Finance)
- แรงต้านสำคัญมาจากความร่วมมือระหว่างประเทศที่เปราะบาง, วิกฤติระบบนิเวศที่ใกล้ถึงจุดเปลี่ยน เช่น ปะการังฟอกขาวรุนแรงในไทย และปัญหาการลงทุนที่ไม่ตรงจุดหรือเป็นเพียงการฟอกเขียว (Blue-washing)
- ทางออกของปัญหาไม่ได้ต้องการแค่เงินทุนที่มากขึ้น แต่ต้องการ "เงินทุนสายป่านยาว" และการเงินแบบผสมผสานที่พร้อมจะเติบโตไปกับการฟื้นตัวของธรรมชาติ
ท้องทะเลและมหาสมุทรทั่วโลกกำลังตกอยู่ท่ามกลางสงครามดึงเช็งระหว่าง “แรงส่ง” ฝั่งบวกที่พยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินเชิงฟื้นฟู (Regenerative Blue Economy) กับ “แรงต้าน” จากวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ คลื่นความร้อนใต้ทะเล และเม็ดเงินลงทุนที่ยังเกาไม่ถูกที่คัน การก้าวไปสู่เป้าหมายปกป้องมหาสมุทรจึงจำเป็นต้องมองความจริงอย่างรอบด้าน
3 แรงส่ง (Tailwinds) ทะเลไทยและโลกขยับสู่อนาคต
1. มหาสมุทรขึ้นแท่นวาระความมั่นคงระดับโลก วันนี้ทะเลไม่ใช่แค่เหยื่อของโลกร้อน แต่คือฮีโร่กู้วิกฤติสภาพภูมิอากาศ กระทรวงพลังงาน ความมั่นคง และต่างประเทศทั่วโลกหันมาจับตาประเด็นนี้อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับในระดับสากลที่มีการบรรลุข้อตกลง BBNJ (ข้อตกลงภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล) เพื่อคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพในน่านน้ำสากล และองค์การการค้าโลก (WTO) ที่สั่งห้ามอุดหนุนประมงผิดกฎหมาย
ขณะที่ประเทศไทยกำลังยกระดับเรื่องนี้อย่างเข้มข้น โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้เดินหน้าโรดแมปการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (Marine Protected Areas: MPAs) ให้ได้ 30 % ภายในปี พ.ศ. 2573 (เป้าหมาย 30x30) ซึ่งสอดรับกับกติกาสากลเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและฐานการท่องเที่ยวระดับโลก
2. เทคโนโลยีไฮเทคตกถึงมือชุมชนประมงพื้นบ้าน ต้นทุนการเฝ้าระวังทางทะเลลดฮวบ ระบบติดตามเรือผ่านดาวเทียม โดรน การตรวจดีเอ็นเอจากสิ่งแวดล้อม (eDNA) และ AI วิเคราะห์ประชากรปลา กลายเป็นสิ่งที่ชุมชนเข้าถึงได้ในราคาจับต้องได้ ไม่เพียงแค่นั้น เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ ห้องเย็นพลังงานแสงอาทิตย์ และเรือประมงไฟฟ้า กำลังทลายกำแพงให้ชาวประมงพื้นบ้านสามารถลืมตาอ้าปากและปกป้องทรัพยากรท้องถิ่นได้ด้วยตัวเอง
3. การเงินสีน้ำเงิน (Blended Finance) เริ่มเดินเครื่อง ตลาด "Blue Bond" หรือตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลกำลังเติบโต ขณะที่กลไก "การสลับหนี้เพื่อการอนุรักษ์" (Debt-for-Nature Swaps) ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาเปลี่ยนภาระหนี้มาเป็นทุนฟื้นฟูทะเลได้จริง พร้อมการยอมรับว่า การให้ชุมชนนำการอนุรักษ์ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการสั่งการจากบนลงล่าง
3 แรงต้าน (Headwinds) คลื่นใต้น้ำที่อาจทำพังทั้งระบบ
4. ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังแตกแยก ระบบพหุภาคีสากลกำลังระส่ำระสาย การต่อต้านกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมจากขั้วการเมืองในสหรัฐฯ กำลังบ่อนทำลายข้อตกลงลดคาร์บอนขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ขณะที่บริเวณอาร์กติกกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงเส้นทางเดินเรือใหม่ และประเด็น "การทำเหมืองแร่ในทะเลลึก" กำลังทำให้ความร่วมมือระดับนานาชาติปริร้าว
5. จุดพลิกผันทางนิเวศวิทยา (Ecological Tipping Points) เกินเยียวยา หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น 2 องศา แนวปะการังส่วนใหญ่ของโลกจะฟอกขาวจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ และมหาสมุทรอาร์กติกอาจไร้น้ำแข็งในช่วงฤดูร้อนไวขึ้นภายในทศวรรษ พ.ศ. 2570 นี้ การอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นจะไม่ช่วยอะไรเลยหากอุณหภูมิน้ำทะเลทะลุขีดจำกัดทางชีวภาพไปแล้ว ซึ่งส่งผลให้ฝูงปลาอพยพย้ายถิ่นฐานขึ้นสู่ขั้วโลก ป่วนกลไกประมงเดิมจนหมดสิ้น
ในขณะที่วิกฤติปะการังฟอกขาวในไทยทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าใจหาย ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญและคลื่นความร้อนในทะเล (Marine Heatwaves) ในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 ที่ผ่านมา ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลในอ่าวไทยและอันดามันพุ่งสูงทุบสถิติ ส่งผลให้ปะการังในเขตอุทยานแห่งชาติหลายแห่งฟอกขาวขั้นวิกฤติจนต้องประกาศปิดเกาะท่องเที่ยว ซึ่งนี่คือสัญญาณเตือนว่าธรรมชาติกำลังส่งบิลเรียกเก็บเงินจากเรา
ดัชนีความเสี่ยงทางทะเลของไทย
- อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น
- ปะการังฟอกขาวเฉียบพลัน
- สัตว์น้ำเศรษฐกิจไร้ที่อยู่อาศัย
- กระทบประมงพื้นบ้านและท่องเที่ยวหมื่นล้าน
6. ทุนฟอกเขียว และ แบงก์ยักษ์ใหญ่เบี้ยวสัญญารักษ์โลก แม้กระแสความยั่งยืนจะมาแรง แต่เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่การฟื้นฟูทะเลจริงๆ กลับเป็นเพียงเศษเสี้ยว เงินจาก Blue Bond หลายแห่งถูกนำไปใช้แค่รีไฟแนนซ์หนี้เก่าหรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมๆ ที่แค่แปะป้ายสีน้ำเงินเพื่อให้ดูดี (Blue-washing)
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งพากันแห่ถอนตัวออกจากกลุ่ม "พันธมิตรธนาคารเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์" (Net Zero Banking Alliance) ในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 จนนำไปสู่การยุติบทบาทของกลุ่ม สะท้อนชัดว่าสถาบันการเงินเลือกที่จะยอมรับความเสี่ยงทางการเมืองระยะสั้น มากกว่าเป้าหมายสภาพภูมิอากาศระยะยาว ขณะที่นักลงทุนทั่วไปก็ยังขาดความอดทนรอกำไรที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูตามระบบนิเวศ
ทางออก ทะเลต้องการ "ทุนสายป่านยาว"
ความท้าทายทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่า การแก้ปัญหาทะเลไทยและโลกไม่ได้ต้องการแค่ "เงินที่มากขึ้น" แต่ต้องการ "เงินที่ต่างไปจากเดิม" นั่นคือเงินทุนจากผู้บริจาค โครงสร้างการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) และการลงทุนที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับการฟื้นตัวของธรรมชาติในระยะยาว เพราะเดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือความมั่นคงทางอาหาร เสถียรภาพทางภูมิอากาศ และปากท้องของประชากรหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่ไม่สามารถรอได้อีกต่อไป





