วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'เชื้อดื้อยา' ระเบิดเวลาลูกใหม่ที่กำลังหักลบอายุขัยมนุษย์

'เชื้อดื้อยา' ระเบิดเวลาลูกใหม่ที่กำลังหักลบอายุขัยมนุษย์

ขณะที่โลกกำลังตื่นเต้นกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่อาจยืดอายุขัยมนุษย์ยุคใหม่ให้ยืนยาวได้ถึง 200 ปี แต่ในความเป็นจริง “เชื้อดื้อยา” กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่สวนทาง วิกฤตการณ์นี้ไม่เพียงแต่จะลดทอนอายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกลงอย่างน่าใจหายภายใน ปี 2578 แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เผชิญยอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับนวัตกรรมยาใหม่ที่แทบหยุดชะงัก

ภัยเงียบที่กลืนกินอายุขัย เมื่อยาปฏิชีวนะกำลังหมดฤทธิ์

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) คือฮีโร่ผู้อยู่เบื้องหลังการยืดอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ให้ยาวนานขึ้นถึง 23 ปี ช่วยเปลี่ยนให้โรคติดเชื้อที่เคยคร่าชีวิตคนในอดีตกลายเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ง่ายดาย อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การผ่าตัดใหญ่และการบำบัดรักษามะเร็งดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย

ทว่าในปัจจุบัน เทรนด์ดังกล่าวกำลังถูกตีกลับอย่างน่ากลัว ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัญหาการดื้อยาของเชื้อโรค (Antimicrobial Resistance: AMR) กำลังตัดทอนอายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกให้ลดลง 1.8 ปี ภายในปี พ.ศ. 2578 นอกจากนี้ สถิติในปัจจุบันพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากติดเชื้อดื้อยาทั่วโลกสูงถึง 4.71 ล้านคนต่อปี และคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึง 70% ภายในปี พ.ศ. 2593

ที่น่ากังวลคือ กลุ่มเสี่ยงที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ผู้สูงอายุ แต่เด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ กลับครองสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 5 ของยอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาทั่วโลก

ทำไมเราถึงกำลังจะแพ้สงครามนี้?

วิกฤตเชื้อดื้อยาขับเคลื่อนด้วยสองปัจจัยหลักที่สะท้อนถึงโครงสร้างการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน:

1.) นวัตกรรมยาใหม่หยุดชะงัก (ยาโตไม่ทันเชื้อ)

ตลาดยาปฏิชีวนะอยู่ในภาวะถดถอยมานานหลายทศวรรษ เนื่องจากบริษัทยายักษ์ใหญ่ลดการลงทุนเพราะได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ส่งผลให้การพัฒนายาปฏิชีวนะตัวใหม่ลดลงถึง 35% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมียาปฏิชีวนะที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในชั้นคลินิกเพียง 90 ตัวเท่านั้น และในจำนวนนี้มีเพียง 5 ตัวที่เป็นยาประเภท "นวัตกรรมใหม่จริงๆ" ที่สามารถรับมือกับเชื้อสายพันธุ์ดื้อยาขั้นรุนแรงได้

2.) ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงยา

ในขณะที่การใช้ยาอย่างพร่ำเพื่อเร่งให้เชื้อดื้อยาเร็วขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง การ "ขาดแคลนยา" หรือการเข้าถึงยาที่เหมาะสมไม่ได้ ก็ทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตัวเองจนดื้อยาเช่นกัน รายงานชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 5.7 ล้านคนต่อปีจากการเข้าถึงยาปฏิชีวนะที่ไม่ได้คุณภาพหรือไม่ทันท่วงที โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลาง ซึ่งบางประเทศมีผู้ป่วยติดเชื้อรุนแรงเพียง 0.2% เท่านั้นที่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรค

เจาะลึกสถานการณ์ในประเทศไทย วิกฤติใกล้ตัวกว่าที่คิด

สำหรับประเทศไทย ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่เป็นความท้าทายสำคัญต่อ ความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสุขภาวะของคนในชาติ

สถิติน่าคิดในไทย

ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจาก เชื้อดื้อยา เฉลี่ยสูงถึง 38,000 คนต่อปี หรือคิดเป็น 1 รายในทุกๆ 15 นาที วิกฤตินี้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับประเทศสูงถึง 46,000 ล้านบาทต่อปี จากระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลที่นานขึ้นและค่ายาที่แพงขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เพื่อมุ่งลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาลง 20% และลดการใช้ยาปฏิชีวนะในมนุษย์ลง 20% รวมถึงในภาคปศุสัตว์ 30% อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในทางปฏิบัติยังคงสูงมาก เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อยาปฏิชีวนะหรือ "ยาแก้อักเสบ" มารับประทานเองเมื่อมีอาการหวัด เจ็บคอ (ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่แบคทีเรีย) ยังคงเป็นค่านิยมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย

ทางออกสู่ความยั่งยืนด้านสุขภาพ

การต่อสู้กับเชื้อดื้อยาคือหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ เพราะหากระบบสาธารณสุขล่มสลายจากยาที่ไร้ประสิทธิผล ความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจก็ไม่อาจยั่งยืนได้

ทางออกของเรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยการยกเครื่องระบบร่วมกัน ตั้งแต่การที่ภาครัฐต้องสนับสนุนกลไกทางการเงินใหม่ๆ เพื่อจูงใจให้เกิดการวิจัยยาปฏิชีวนะ, การควบคุมการใช้ยาในภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์อย่างเข้มงวด, และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างความตระหนักรู้ของประชาชน ให้หยุดพฤติกรรมการซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองโดยไม่จำเป็น เพราะยาทุกเม็ดที่เราใช้ใช้อย่างไม่ถูกต้องในวันนี้ คือการสร้าง "ซูเปอร์บั๊ก (Superbug)" หรือเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรงที่จะย้อนกลับมาทำร้ายเราและลูกหลานในอนาคต