“ยารักษาโรค” เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 สิ่งจำเป็นที่มนุษย์ต้องใช้ในการดำรงชีวิต แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ ยาเหล่านี้สามารถสร้าง “มลพิษจากสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม” หรือ APIs (Active pharmaceutical ingredients) ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ถูกพบในระบบน้ำในทุกทวีปแล้ว ทั้งในแม่น้ำ ทะเลสาบ และน้ำบาดาล
ปัญหานี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วควบคู่กับการพัฒนาทางการแพทย์สมัยใหม่ ทั่วโลกมีการใช้สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมประมาณ 4,000 ชนิด และจากการทบทวนวรรณกรรมทั่วโลกพบว่ามียาหรือผลิตภัณฑ์จากการเปลี่ยนแปลงของยา 631 ชนิดในสิ่งแวดล้อมใน 71 ประเทศ ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ
ข้อมูลวิจัยในปี 2022 ที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ยังระบุว่ามีการปนเปื้อนของยาในแม่น้ำมากกว่า 1,000 แห่งใน 104 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมทุกทวีปทั่วโลก เป็นสัญญาณว่านี่คือปัญหาระดับโลกอย่างแท้จริง
เมื่อเราบริโภคยา ร่างกายจะดูดซึมและเผาผลาญยาเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะถูกขับถ่ายออกมาและไหลเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งโรงบำบัดส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกำจัดสารเคมีที่ซับซ้อนเหล่านี้ ยาจึงหลุดรอดเข้าสู่ระบบนิเวศทางน้ำ
แม้ระบบบำบัดน้ำเสียบางแห่งจะสามารถลดความเข้มข้นของยาได้ถึง 90-95% ยังคงมีสารเคมีในปริมาณเล็กน้อยก็ยังคงหลงเหลืออยู่ และถึงแม้ว่าสารที่ตกค้างอยู่อาจไม่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง แต่ไม่ใช่กับสัตว์น้ำที่ต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นตลอดเวลา พวกมันมีความเปราะบางต่อสารเหล่านี้อย่างมาก
ต้นตอของปัญหาและการปนเปื้อน
ตามข้อมูลจากรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เรื่อง “การกำจัดยาที่ไม่ได้ใช้แล้วอย่างปลอดภัย” ระบุว่าต้นตอของการปนเปื้อนมลพิษจากสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม มีสาเหตุหลักมาจากการทิ้งยาไม่ถูกวิธี โดยผู้คนมักกดยาที่ไม่ได้ใช้ลงชักโครกหรือเทลงอ่างล้างหน้า นอกจากนี้ ยาที่ถูกทิ้งรวมกับขยะในบ้านก็สามารถรั่วไหลจากพื้นที่ฝังกลบขยะ ลงสู่ดินและน้ำบาดาลรอบข้างได้เช่นกัน
โรงงานผลิตยาก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ศูนย์กลางการผลิตขนาดใหญ่ เช่น อินเดียและจีน น้ำเสียจากโรงงานเหล่านี้อาจมีความเข้มข้นของยาปนเปื้อนสูงกว่าโรงบำบัดทั่วไปถึง 1,000 เท่า และสามารถแพร่กระจายได้ไกลออกไปกว่า 30 กิโลเมตรจากจุดปล่อยน้ำเสีย
นอกจากนี้ ภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์เป็นอีกหนึ่งต้นตอของปัญหา การใช้ยาปฏิชีวนะและฮอร์โมนเพื่อรักษาโรคหรือเร่งการเติบโตในสัตว์ ก็สามารถเข้าสู่สิ่งแวดล้อมผ่านมูลสัตว์ได้เช่นกัน จากการชะล้างและไหลลงสู่แหล่งน้ำใกล้เคียง จนสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบนิเวศ
ในพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นและมีการใช้ยาในปริมาณสูง มักจะพบความเข้มข้นของมลพิษทางยาในแหล่งน้ำสูงกว่าพื้นที่อื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบบำบัดน้ำเสียน้อย จะทำให้ยาจะถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำและชายฝั่งโดยตรง
ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า
ผลกระทบจากมลพิษจากสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมต่อระบบนิเวศเริ่มปรากฏขึ้นชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในสัตว์น้ำ สารเคมีจากยาคุมกำเนิดสามารถรบกวนระบบต่อมไร้ท่อของปลา แม้จะมีความเข้มข้นต่ำมากเพียง 1 นาโนกรัมต่อลิตร แต่ก็สามารถทำให้ปลาตัวผู้มีลักษณะทางเพศแบบตัวเมีย หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์เฟมิไนเซชั่น (Feminization) ซึ่งส่งผลต่อการขยายพันธุ์
ในเอเชียใต้ มีการใช้ยาแก้ปวดในสัตว์ชื่อ “ไดโคลฟีแนค” ส่งผลให้แร้งเกือบสูญพันธุ์ เนื่องจากแร้งกินซากสัตว์ที่มียาตกค้างเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันและตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชากรแร้งลดลงกว่า 95% ภายในเวลาเพียง 10 ปี
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการเกิด “เชื้อดื้อยา” (Antimicrobial Resistance - AMR) เมื่อยาปฏิชีวนะหลุดรอดไปในแหล่งน้ำ มันจะสร้างสภาวะที่บีบคั้นให้แบคทีเรียพัฒนาตัวเพื่อความอยู่รอด นำไปสู่การเกิด “ซูเปอร์บั๊ก” ที่ไม่ตอบสนองต่อยาที่ใช้ทั่วไป ซึ่งองค์การอนามัยโลกถือเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพโลกระดับสูงสุด
นอกจากผลกระทบต่อสัตว์แล้ว แหล่งข้อมูลยังระบุว่า การทิ้งยาไม่ถูกวิธียังเสี่ยงต่อการเกิดพิษโดยอุบัติเหตุและการปนเปื้อนในอากาศ ดิน และน้ำ แม้ผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์จากน้ำดื่มจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ผลในระยะยาวจากการได้รับสารเคมีผสมกันหลายชนิด ยังคงเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ต้องระมัดระวัง
UNEP เน้นย้ำว่า “การป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุ” คือแนวทางที่ดีที่สุด การหยุดยั้งไม่ให้เกิดขยะยาตั้งแต่แรกจะช่วยลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดที่ปลายเหตุได้อย่างมหาศาล
ราเจศวารี ซินฮา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระบุว่า การป้องกันโรคด้วยการมีสุขอนามัยที่ดี (WASH) และการฉีดวัคซีนจะช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยา เมื่อคนและสัตว์เจ็บป่วยน้อยลง ปริมาณยาที่จะกลายเป็นขยะและหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อมก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ทางการแพทย์กับการปกป้องระบบน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต
ทางออกเพื่อความยั่งยืน
ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (Stewardship) การวินิจฉัยโรคที่แม่นยำและการสั่งจ่ายยาที่พอดีกับความจำเป็น รวมถึงการห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเติบโตในปศุสัตว์ จะช่วยลดปริมาณสารเคมีสะสมในระบบนิเวศได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ควรผลิตยาในรูปแบบบรรจุภัณฑ์หน่วยย่อย (Unit-dose packaging) มากกว่าผลิตเป็นแผง เพื่อให้เภสัชกรสามารถจ่ายยาได้ตามจำนวนที่จำเป็น วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณยาที่เหลือใช้จนหมดอายุและกลายเป็นขยะในครัวเรือน
เช่นเดียวกับแนวคิด “เภสัชกรรมสีเขียว” (Green Pharmacy) ซึ่งเป็นการออกแบบยาให้ยังคงประสิทธิภาพในการรักษา แต่สามารถสลายตัวตามธรรมชาติได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีชีวบำบัด (Bioremediation) เช่น การใช้แบคทีเรียหรือสาหร่ายเพื่อย่อยสลายสารมลพิษจากยาในน้ำเสีย ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
ในเนเธอร์แลนด์มีแพลตฟอร์มออนไลน์ “PharmaSwap” ที่ให้เภสัชกรแลกเปลี่ยนยาที่ยังไม่หมดอายุและยังอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์ วิธีนี้ช่วยให้ยาไม่ถูกทิ้งเป็นขยะและถูกส่งต่อไปยังผู้ที่ต้องการใช้จริงอย่างปลอดภัย
โครงการเรียกคืนยา (Take-back programs) เป็นสิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริม เช่นโครงการ nPROUD ในรัฐเกรละ ประเทศอินเดีย ที่มีการเก็บรวบรวมยาที่ไม่ได้ใช้จากครัวเรือนและร้านขายยาเพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ยาถูกทิ้งลงชักโครกหรือถังขยะทั่วไป
การจัดการขยะยาต้องอาศัยแนวทางแบบสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพราะการปกป้องแหล่งน้ำไม่ให้ปนเปื้อนสารเคมี ท้ายที่สุดแล้วคือการปกป้องระบบนิเวศที่ค้ำจุนชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลกใบนี้
ที่มา: Down to Earth, Earth, UNEP





