วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ถนนผ่าป่าทำ 'ชะนีเลือดชิด' เสี่ยงสูญพันธุ์ยกเผ่าพันธุ์

ถนนผ่าป่าทำ 'ชะนีเลือดชิด' เสี่ยงสูญพันธุ์ยกเผ่าพันธุ์

ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่แค่เรื่องของสัตว์ป่า แต่มันคือ "ฐานเค้ก" ของการอยู่รอดของมนุษย์ ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาที่เน้นแต่ตัวเลขกำไรกำลังทำให้ "ต้นทุนธรรมชาติ" ลดลงอย่างน่าใจหายถึง 40% ในขณะที่การตัดถนนผ่านป่ากำลังเปลี่ยนสภาพบ้านของสัตว์ให้กลายเป็นเกาะที่ตัดขาดจากกัน จนเกิดภาวะ "เลือดชิด" ในกลุ่มชะนีและสัตว์ป่าหายาก ถึงเวลาที่โลกต้องตั้งคำถามว่า เราจะหยุดดึงไม้เจงก้าชิ้นสุดท้ายออกก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงได้หรือไม่?

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในงาน ถอดรหัส "ความหลากหลายทางชีวภาพ" พร้อมเปิดโรดแมปเชิงรุก  จัดโดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ว่า สถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพในปัจจุบันถูกเปรียบเทียบอย่างเห็นภาพว่าเป็นเหมือน "เกมไม้เจงก้า" ที่มนุษย์ค่อยๆ ดึงไม้ออกทีละชิ้น เราอาจจะหลอกตัวเองว่าการหายไปของสิ่งมีชีวิตบางชนิดหรือป่าบางผืนไม่กระทบกับเรา แต่ในความเป็นจริง ระบบนิเวศกำลังเปราะบางลงเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่โครงสร้างทั้งหมดจะถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเรามักมองเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแยกจากกัน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีส่วนไหนของเศรษฐกิจที่อยู่นอกเหนือสังคม และไม่มีสังคมไหนที่อยู่รอดได้โดยไม่มีฐานรากจากธรรมชาติ

หนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้ "ไม้เจงก้า" นี้สั่นคลอนคือปัญหา Fragmentation หรือการแตกเป็นหย่อมของผืนป่าตัวอย่างที่สะเทือนใจที่สุดคือการตัดถนนผ่ากลางผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดที่ "ไม่เคยลงพื้นดินเลย" อย่าง ชะนี ต้องถูกตัดขาดจากกันตลอดกาล 

สภาพบ้านของสัตว์ให้กลายเป็นเกาะที่ตัดขาดจากกัน

เมื่อชะนีฝั่งตะวันออกและตะวันตกไม่สามารถมาเจอกันได้ พวกมันจึงต้องผสมพันธุ์กันเองภายในครอบครัว นำไปสู่ภาวะ Inbreeding (เลือดชิด) ที่ทำให้ประชากรรุ่นหลังอ่อนแอ ป่วยง่าย และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในที่สุด แม้รัฐจะทุ่มงบประมาณกว่า 330 ล้านบาทเพื่อสร้าง Corridor หรือทางเชื่อมผืนป่า เช่น อุโมงค์ทางลอดช้าง แต่การทำให้สัตว์ป่า "เข้าใจ" และยอมใช้งานเส้นทางเหล่านี้ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากลำบากสำหรับนักวิจัย

 

ลัทธิบริโภคนิยม (Overexploitation)

นอกจากการทำลายถิ่นที่อยู่ทางกายภาพแล้ว ลัทธิบริโภคนิยม (Overexploitation) ยังเป็นอีกหนึ่งไดรเวอร์ที่ขับเคลื่อนโลกไปสู่ทางตัน ในอดีตเราซื้อของตามความจำเป็น แต่ปัจจุบันเราอยู่ในยุคของ Compulsive Marketing หรือการตลาดที่บีบคั้นให้เราซื้อผ่านการกระตุ้นประสาทสัมผัสตลอดเวลา

สถิติเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ ในปี 1997 มนุษย์เจอโฆษณาเฉลี่ย 500 ตัวต่อวัน พอถึงปี 2006 ตัวเลขพุ่งเป็น 4,000 ตัว และคาดการณ์ว่าในปี 2026 นี้ เราอาจต้องเผชิญกับโฆษณาแฝงในชีวิตประจำวันมากถึง 10,000 ตัวต่อวัน การบริโภคที่เกินขีดจำกัดนี้ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติฟื้นตัวไม่ทัน จนต้นทุนธรรมชาติของโลกลดลงถึง 40% ในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา สวนทางกับทุนมนุษย์ที่เติบโตขึ้นเพียง 13%

เรามักลืมไปว่าธรรมชาติมอบ "นิเวศบริการ" (Ecosystem Services) ให้เราฟรีๆ โดยไม่เคยคิดบัญชี เช่น ค้างคาว ที่ช่วยผสมเกสรทุเรียนในยามค่ำคืน แต่เมื่อบ้านของมันที่เป็นถ้ำหินปูนถูกระเบิดทำเหมืองเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ ค้างคาวก็หายไป ทิ้งให้เกษตรกรต้องตื่นมาใช้ไม้กวาดปัดดอกทุเรียนเองด้วยความยากลำบาก นี่คือต้นทุนที่มองไม่เห็นซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 125 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 55% ของ GDP โลก

"Nature Positive"

ทางออกเดียวที่เรามีคือการมุ่งสู่เป้าหมาย "Nature Positive" ภายในปี 2030 ตามกรอบความตกลง Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework เราต้องเปลี่ยนจากการลงทุนที่ทำลายธรรมชาติ (Harmful Subsidy) ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 220 ล้านบาทต่อปี ให้กลายเป็นการลงทุนเพื่อการอนุรักษ์ที่จริงจัง เพราะหากเรายังไม่หยุดใช้ชีวิตบนความพ่ายแพ้ของธรรมชาติ วันหนึ่งที่เราไม่มีต้นทุนธรรมชาติเหลืออยู่ GDP และเศรษฐกิจที่มนุษย์สร้างมาก็จะพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถนนผ่าป่าทำ 'ชะนีเลือดชิด' เสี่ยงสูญพันธุ์ยกเผ่าพันธุ์