เปิดฉากทัศน์ใหม่การอนุรักษ์ทะเลโลกเมื่อทุนใหญ่และวิทยาศาสตร์กระแสหลักอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญชี้ต้องเปลี่ยนเลนส์ส่องโลกสู่ ‘กลุ่มประเทศเขตร้อน’ ดึงอำนาจคืนสู่ชุมชน-ชาวประมงพื้นบ้าน ด้าน ‘ไทย’ ขยับรับลูกขับเคลื่อนแผนชาติ เร่งกฎหมายคุ้มครองทางทะเลหวังบรรลุเป้าหมาย พ.ศ. 2573
เมื่อทุนหนา-กฎหมายโลก อาจสอบตกประเมินผลลัพธ์
ท่ามกลางกระแสการเร่งสปีดของประชาคมโลกเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย "30x30" หรือการปกป้องและอนุรักษ์พื้นที่มหาสมุทรให้ได้ 30% ภายในปี พ.ศ. 2573 ภายใต้กรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก (GBF) เราได้เห็นเม็ดเงินมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่ระบบ ล่าสุดในการประชุม Our Ocean Conference ครั้งที่ 10 มีการระดมทุนรายใหม่ได้สูงถึง 9.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ควบคู่ไปกับความคืบหน้าของข้อตกลง BBNJ (Biodiversity Beyond National Jurisdiction) เพื่อคุ้มครองทะเลหลวง
แต่คำถามสำคัญที่ท้าทายผู้นำโลกในขณะนี้คือ เม็ดเงินและกฎหมายเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ทางระบบนิเวศและสังคมที่ยั่งยืนจริง ๆ หรือเป็นเพียงแค่ตัวเลขบนกระดาษ?
หลักฐานจากงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และประสบการณ์จากกองทุนอนุรักษ์ในภูมิภาคเขตร้อน ทั้งละตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า "พื้นที่" ที่ถูกประกาศคุ้มครองมีขนาดกี่ตารางกิโลเมตร แต่อยู่ที่ "ใคร" มีส่วนร่วม และ "อย่างไร" ในกระบวนการตัดสินใจ โดยเทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนทิศไปสู่การให้ "ชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง" เป็นศูนย์กลางและเป็นผู้นำอย่างแท้จริง
เลิกมองแบบ ‘นักอนุรักษ์ห้องแอร์’ ฟังเสียง Tropical Majority
ที่ผ่านมา วาระการอนุรักษ์มหาสมุทรโลกมักถูกกำหนดโดยสถาบันวิทยาศาสตร์ โครงสร้างเงินทุน และกรอบนโยบายจากประเทศในเขตอบอุ่นที่มีรายได้สูง (High-income temperate countries) ซึ่งมักใช้ "สูตรสำเร็จรูป" มาครอบงำพื้นที่เขตร้อน โดยมองว่าพื้นที่แถบนี้เป็นเพียง "พื้นที่วิกฤติ" ที่เผชิญกับการทำประมงเกินขนาด และความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง
ทว่าในความเป็นจริง ประชากรส่วนใหญ่ที่พึ่งพาอาศัยทะเลกระจัดกระจายอยู่ในประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลางในแถบเขตร้อน หรือเรียกว่ากลุ่ม "Tropical Majority" คนกลุ่มนี้คือด่านหน้าที่ปะทะกับโลกรวนและสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ แต่พวกเขาก็เป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ดั้งเดิม มีนวัตกรรม และมีระบบการจัดการเชิงวัฒนธรรมที่อยู่รอดมาหลายชั่วอายุคน
กรณีศึกษาจากปานามา ความร่วมมือระหว่างชุมชน Ngöbe กับสถาบันวิจัยเขตร้อนสมิธโซเนียน (STRI) พบว่า ชาวบ้านปฏิเสธการขยายขอบเขตอุทยานแห่งชาติแบบบนลงล่าง (Top-down) แต่แสดงความจำนงอย่างแรงกล้าที่จะทำ "การอนุรักษ์ที่นำโดยชุมชน" ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขามากกว่า
โมเดล ‘Rare’ ในอินโดนีเซีย เมื่อชาวบ้านควักกระเป๋าเฝ้าทะเลเอง
ในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรระดับโลกอย่าง Rare ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จผ่านระบบ Managed Access with Reserves (การจัดการสิทธิ์เข้าถึงพร้อมพื้นที่เขตอนุรักษ์) โดยใช้หลักการ Free, Prior and Informed Consent (FPIC) หรือการขอความยินยอมที่ได้รับการบอกแจ้งล่วงหน้าและเป็นอิสระ
โมเดลนี้ไม่ได้จบแค่การยอมรับให้มีโครงการ แต่ให้ชุมชนและรัฐบาลท้องถิ่นร่วมกัน "ร่วมออกแบบและร่วมบริหาร" ให้สิทธิ์พิเศษแก่ชาวประมงพื้นบ้านในการเข้าถึงทรัพยากรชุมชนในอินโดนีเซียตื่นตัวถึงขั้นอนุมัติ "งบประมาณหมู่บ้าน" มาใช้เป็นกองทุนลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางทะเลร่วมกัน สะท้อนถึงการเป็นเจ้าของที่แท้จริงและยั่งยืน
ตัดภาพมาที่ ‘ประเทศไทย’
สำหรับประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในภาคีสมาชิก สปอตไลต์กำลังส่องไปที่ความพยายามของภาครัฐในการขยายพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเพื่อตอบรับเป้าหมาย พ.ศ. 2573
จากข้อมูลปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่ทางทะเลที่เข้าข่ายได้รับการคุ้มครองอยู่เพียงประมาณ 6-7% ของพื้นที่ทางทะเลทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล และพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทำให้ไทยยังต้องเร่งเครื่องอีกเกือบ 4 เท่าตัวเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 30%
กระสุนนัดสำคัญ กฎหมาย และ พื้นที่ OECMs
ประเทศไทยกำลังผลักดันเครื่องมือใหม่ที่เรียกว่า OECMs (Other Effective Area-based Conservation Measures) หรือ "มาตรการเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิผลอื่นๆ ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง" ซึ่งเปิดโอกาสให้พื้นที่ประมงพื้นบ้าน พื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน หรือป่าชายเลนที่ชุมชนดูแล สามารถนับรวมเป็นพื้นที่อนุรักษ์ได้ หากมีการบริหารจัดการที่ส่งผลดีต่อระบบนิเวศ
นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) และกลไกของ คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ กำลังพยายามเพิ่มการมีส่วนร่วมของ "คณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัด" ซึ่งรวมเอาตัวแทนภาคประชาชนและชาวประมงในพื้นที่เข้ามามีบทบาทในการกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครอง
ความท้าทายในน่านน้ำไทย
สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งไทย และนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ทางทะเลของไทย (เช่น สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มักเตือนคล้ายคลึงกับบทความระดับโลกฉบับนี้ว่า "การประกาศเขตห้ามจับปลาแบบเหมารวมโดยไม่ดูวิถีชีวิต อาจเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำและขัดแย้ง"
ความท้าทายของไทยคือการเปลี่ยนผ่านจากการอนุรักษ์แบบ "สั่งการจากส่วนกลาง" ไปสู่การรับรองสิทธิ์ของชุมชนชายฝั่งตามมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตน
ที่มา : World Economic Forum

