วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘อัมสเตอร์ดัม’ เมืองหลวงแรกของโลก แบนโฆษณาเนื้อสัตว์-สินค้าปล่อยคาร์บอนสูง

“กรุงอัมสเตอร์ดัม” เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลก ที่สั่งแบนโฆษณาเนื้อสัตว์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิลในพื้นที่สาธารณะ มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และหวังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศ

KEY POINTS

  • กรุงอัมสเตอร์ดัมกลายเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลกที่สั่งห้ามโฆษณาเนื้อสัตว์และสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงในพื้นที่สาธารณะ
  • สินค้าที่ถูกห้ามโฆษณาครอบคลุมตั้งแต่เนื้อสัตว์ทุกชนิด รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ไปจนถึงบริการเที่ยวบินและเรือสำราญ
  • มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ต้องการทำให้อัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050
  • นโยบายดังกล่าวเผชิญเสียงวิจารณ์จากภาคธุรกิจที่มองว่าเป็นการแทรกแซงพฤติกรรมผู้บริโภคและจำกัดเสรีภาพทางการค้า

กรุงอัมสเตอร์ดัม” กลายเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลก ที่ประกาศสั่งห้ามโฆษณาสินค้าประเภทเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในพื้นที่สาธารณะอย่างเป็นทางการ ซึ่งมาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ทำให้ภาพโฆษณาเบอร์เกอร์ รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และตั๋วเครื่องบินราคาถูก ได้ถูกถอดออกจากป้ายโฆษณา ที่พักรอรถประจำทาง และสถานีรถไฟใต้ดินทั่วเมือง

มาตรการนี้ ครอบคลุมสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป บริการเที่ยวบิน และเรือสำราญ ไปจนถึงสัญญาจ้างความร้อนจากก๊าซหุงต้ม แม้แต่โฆษณาเนื้อสัตว์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว ไก่ หรือปลา ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ปรากฏบนพื้นที่ของเทศบาลอีกต่อไป

ปัจจุบันภูมิทัศน์บนท้องถนนของอัมสเตอร์ดัมได้เปลี่ยนไป โดยพื้นที่โฆษณาเดิมที่เคยเป็นรูปนกเก็ตไก่หรือรถเอสยูวี ถูกแทนที่ด้วยภาพประชาสัมพันธ์งานคอนเสิร์ตเปียโนและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติแทน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงความพยายามของสภาเมืองในการปรับโฉมพื้นที่สาธารณะให้สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

นโยบายนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการนำพาเมืองไปสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutral) ภายในปี 2050 นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังมีเป้าหมายให้ชาวเมืองลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงครึ่งหนึ่ง และตั้งเป้าให้ประชาชนได้รับโปรตีนจากพืชถึง 60% ภายในปี 2030 เพื่อเหตุผลด้านสุขภาพและสภาพภูมิอากาศ

แอนเนเก้ วีนฮอฟฟ์ สมาชิกสภาเมืองจากพรรค GreenLeft ระบุว่าวิกฤติสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่ง โดยเธอกล่าวว่า “หากคุณต้องการเป็นผู้นำด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ แต่กลับให้แบรนด์ต่าง ๆ ที่ปล่อยคาร์บอนสูงโฆษณาทั่วเมือง” พร้อมกล่าวว่าไลฟ์สไตล์ที่ปล่อยคาร์บอนสูงว่าเป็นเหมือน "อาการเสพติด" ที่ไม่ควรปล่อยให้มีภาพปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง

ด้าน อังเคอ บักเกอร์ ผู้นำพรรคเพื่อสัตว์ กล่าวว่านโยบายนี้ไม่ใช่การแทรกแซงการตัดสินใจและวิถีชีวิตส่วนตัวของประชาชน แต่นี่คือการคืนอิสรภาพให้ประชาชน โดยกล่าวว่า “นี่คือการกำลังพยายามไม่ให้บริษัทใหญ่ ๆ มาคอยบอกเราตลอดเวลาว่าเราต้องกินหรือซื้ออะไร และการลดแรงจูงใจทางสายตาจะช่วยลดการซื้อด้วยอารมณ์ชั่ววูบได้”

เทศบาลรวมเนื้อสัตว์เข้ากับเที่ยวบินและน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเปลี่ยนมุมมองผู้บริโภคให้มองว่า การกินเนื้อไม่ใช่เพียงแค่การบริโภคส่วนบุคคล แต่มันคือประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์และส่งสัญญาณที่รุนแรงไปยังภาคอุตสาหกรรม แม้โฆษณาเนื้อสัตว์จะมีสัดส่วนเพียง 0.1% ของรายได้โฆษณากลางแจ้งในอัมสเตอร์ดัมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจได้แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง โดยสมาคมเนื้อสัตว์แห่งเนเธอร์แลนด์ วิจารณ์ว่าเป็นการแทรกแซงพฤติกรรมผู้บริโภคในทางที่ไม่พึงประสงค์ พวกเขายืนยันว่าเนื้อสัตว์เป็นแหล่งสารอาหารที่จำเป็นและควรยังคงเข้าถึงได้สำหรับผู้บริโภคผ่านการสื่อสารทางการตลาด

ขณะที่ สมาคมตัวแทนการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการทัวร์แห่งเนเธอร์แลนด์ (ANVR) มองว่าการสั่งห้ามโฆษณาการท่องเที่ยวที่รวมเที่ยวบินเป็นการจำกัดเสรีภาพทางการค้าที่เกินกว่าเหตุ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า รายได้จากการโฆษณาที่หายไปจะทำให้รัฐไม่มีงบในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เช่น ป้ายรถประจำทา

ในทางกลับกัน ฮันนาห์ ปรินส์ นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจากองค์กร Advocates for the Future กล่าวว่า “สิ่งที่เห็นในพื้นที่สาธารณะคือสิ่งที่สังคมมองว่าเป็นเรื่องปรกติ และฉันไม่คิดว่าการเห็นรูปสัตว์ที่ถูกฆ่าบนป้ายโฆษณาควรจะเป็นเรื่องปรกติอีกต่อไป”

ศ.โจเรนท์เย แมคเคนบัค นักระบาดวิทยา ให้ความเห็นว่าการแบนนี้เป็นการทดลองทางสังคมที่น่าสนใจ โดยเธอกล่าวว่า “การเห็นโฆษณาฟาสต์ฟู้ดอยู่ทุกที่ ทำให้พฤติกรรมการบริโภคแบบเร่งด่วนกลายเป็นเรื่องปรกติ หากเรานำสิ่งเหล่านี้ออกไป ย่อมส่งผลต่อบรรทัดฐานทางสังคมในที่สุด”

อัมสเตอร์ดัมไม่ใช่เมืองเดียวที่เคลื่อนไหวในทิศทางนี้ โดยเมืองฮาร์เลม ของเนเธอร์แลนด์ เป็นเมืองแรกที่ประกาศแบนโฆษณาเนื้อสัตว์ในปี 2022 ขณะที่เมืองอื่น ๆ เช่น สต็อกโฮล์ม เอดินบะระ และซิดนีย์ ก็กำลังเริ่มใช้มาตรการจำกัดโฆษณาสินค้าที่ก่อมลพิษในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีผลบังคับใช้เฉพาะพื้นที่สาธารณะภายใต้การดูแลของเมืองเท่านั้น ทำให้โฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย รวมถึงในร้านค้าส่วนตัวยังคงดำเนินการได้ตามปรกติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แบรนด์ต่าง ๆ ยังคงเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง


ที่มา: BBCDWEarthThe New York Times