การประชุมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 38 (APRC38)มีวาระต่างๆว่าด้วยการเพิ่มการเข้าถึงอาหารที่มีราคาไม่แพงและมีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก
การเร่งรัดเกษตรกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและอยู่บนแนวทางยั่งยืน การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการบูรณาการตลาด และการระดมทุนและการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อนำไปสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยซึ่งคิดเป็น80% ของผู้ผลิตทางการเกษตรทั้งหมดในภูมิภาค
หนึ่งในการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีได้แก่การประชุมที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างระบบอาหารจากแหล่งน้ำที่ยืดหยุ่นและครอบคลุม การเร่งรัดแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน และการเร่งรัดเส้นทางการลงทุนด้านอาหารและการเกษตรผ่านโครงการ Hand-in-Hand Initiative ของ FAO
ระดมสมองทั่วภูมิภาคร่วมทำแผนอีก2ปี
หัวข้อเหล่านั้นสอดคล้องกับประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคของ FAO ซึ่งประกอบด้วย การปรับเปลี่ยนระบบอาหารทางน้ำ, การดูแลโรคปศุสัตว์, การเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียมสำหรับผู้ผลิตรายย่อย, เกษตรกรรมดิจิทัล, อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกคน, อาหารปลอดภัยสำหรับทุกคน, ระบบอาหารและการเกษตรที่ปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบนิเวศสำหรับอาหารและการเกษตร, และระบบอาหารและการเกษตรที่ยืดหยุ่น“ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมได้ระบุประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นที่ FAO ควรนำมาพิจารณาในการจัดทำแผนงานและงบประมาณสำหรับสองปีข้างหน้า และปรับให้สอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ แผนระยะกลาง และกรอบการดำเนินงานระดับประเทศ”
เจ้าฟ้าชายฮัจญี อัล-มุห์ตาดี บิลลาห์ มกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระราชาธิบดี สุลต่าน ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์ แห่งบรูไน ระบุในพิธีเปิดการประชุมโดย ทรงเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค
“เรามาพบกันในห้วงเวลาที่สำคัญ ระบบอาหารทั่วทั้งภูมิภาคมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อการเพาะปลูกและผลิตอาหาร ระบบนิเวศทางธรรมชาติเสียหาย และห่วงโซ่อุปทานยังคงเปราะบาง”
ทั้งนี้ ทุกฝ่ายไม่สามารถเพิกเฉยต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบค้าโลกและตลาดพลังงาน ในบริบทนี้ความมั่นคงทางอาหารจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกัน
ภาคเกษตรระส่ำผลราคาพลังงาน-ปุ๋ย
สำหรับภูมิภาคเชียแปซิฟิกจะสามารถผ่านพ้นความท้าทายมากมายได้ การประชุมนี้มีขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ตลาดสินค้าเกษตรกำลังผันผวนอย่างมากจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้น รายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียลดลง และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความขัดแย้งในปี 2026 ทำให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผ่านไปยังระบบอาหารและพลังงานมากขึ้น และกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก
นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันในระยะยาวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเห็นได้จากภัยแล้ง น้ำท่วม และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ตลอดจนการเสื่อมโทรมของดินและน้ำ
นายฉู ตงหยู ผู้อำนวยการใหญ่ FAO กล่าวในการประชุมระดับรัฐมนตรี ว่า ต้องสร้างความยืดหยุ่นจากภายใน เพราะไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอกใดๆที่จะยั่งยืนหากปราศจากความตั้งใจร่วมกัน และภูมิภาคนี้เป็นบ้านของประชากรและผลผลิตอาหารมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก มีความก้าวหน้าในด้านผลิตภาพทางการเกษตร การค้า และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอย่างน่าทึ่ง แต่ยังคงมีประชากรที่ขาดแคลนอาหารมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ
แนะเร่งระดมทุนระบบอาหาร-เกษตร
“การพึ่งทรัพยากรของภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอการระดมทุนและการลงทุนในระบบอาหารและการเกษตร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประชุมนี้"
ประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้กำลังก้าวพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุดมากขึ้น และมีพื้นฐานความมั่นคงทางอาหารที่แข็งแกร่งขึ้น เห็นได้จากการเติบโตของการค้าผลผลิตทางการเกษตรส่วนเกินและผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มของแต่ละประเทศ เอเชียและแปซิฟิกไม่ได้เป็นเพียงผู้รับโซลูชันอีกต่อไปซึ่งความสำเร็จเช่นที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (South-South Cooperation) สะท้อนให้เห็นถึง “จิตวิญญาณแห่งความร่วมมืออย่างมีศักดิ์ศรี” และนั่นคือสิ่งที่กำหนดให้ภูมิภาคนี้เป็น “ผู้ให้ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านนโยบาย และรูปแบบทางการเงิน”
แม้ว่าเอเชียและแปซิฟิกเป็นที่มาของผลผลิตทางการเกษตรและประมงถึง 54 % ของโลก แต่ภูมิภาคนี้ก็มีลักษณะเฉพาะคือมีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดอาหาร เชื้อเพลิงและปุ๋ยโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นวัตกรรมไม่เอื้อรายย่อยคืออุปสรรค
“นวัตกรรมที่ทิ้งเกษตรกรรายย่อยไว้เบื้องหลังไม่ใช่นวัตกรรม แต่เป็นการกีดกัน ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพื้นที่ที่เกษตรกรรายย่อยเป็นผู้ครองตลาดและเผชิญแรงกดดันกำลังประสบความท้าทายจากปัญหาการขาดแคลนน้ำและการใช้น้ำเกินขนาด รวมถึงการสูญเสียสารอาหารและการเสื่อมโทรมของที่ดิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เด่นชัดทั่วทั้งภูมิภาค”
ในขณะเดียวกัน ภายในปีพ.ศ. 2593 ภูมิภาคนี้จะมีประชากรเพิ่มขึ้นอีก 200 ล้านคน ซึ่งจะต้องการเข้าถึงเครื่องมือเพิ่มผลผลิตอย่างทั่วถึง ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ที่ดีขึ้นและการพยากรณ์อากาศ ไปจนถึงบริการให้คำปรึกษาทางดิจิทัล วิธีการทำเกษตรแม่นยำเพื่อประหยัดน้ำในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ระบบทำความเย็นที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวในเอเชียใต้ และการทำนาข้าวแบบปล่อยก๊าซมีเทนต่ำเท่าที่จะเป็นไปได้ FAO มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะสนับสนุนท่าน เราต้องลงมือทำในตอนนี้ ด้วยความกล้าหาญและความคิดสร้างสรรค์

