งานวิจัยพบว่า 45% ของนักลงทุนสถาบันที่ประกาศรับหลักธรรมาภิบาลการลงทุน (I Code) ไม่ได้รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายต่อสาธารณะ
KEY POINTS
- งานวิจัยพบว่า 45% ของนักลงทุนสถาบันที่ประกาศรับหลักธรรมาภิบาลการลงทุน (I Code) ไม่ได้รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายต่อสาธารณะ
- สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่สำคัญระหว่างการประกาศเจตนารมณ์ด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน (ESG) กับการนำไปปฏิบัติจริง
- ผลการศึกษาชี้ว่าจุดอ่อนของนักลงทุนสถาบันไทยคือการเปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่เพียงพอ และการให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคมยังอยู่ในวงจำกัด
- มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้หน่วยงานกำกับดูแลทบทวนหลัก I Code ให้มีความชัดเจนในมิติสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น พร้อมส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล
ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง และความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยเฉพาะบทบาทของนักลงทุนสถาบันที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้แสวงหาผลตอบแทน แต่ยังกลายเป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทางของตลาดทุนให้สอดคล้องกับหลักความยั่งยืนในระยะยาว
อย่างไรก็ดี ภาพสะท้อนของประเทศไทยยังชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญ แม้จะมีนักลงทุนสถาบันถึง 80 รายที่ประกาศรับหลักธรรมาภิบาลการลงทุน (Investment Governance Code: I Code) แต่กลับพบว่า 34% ของนักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้เปิดเผยนโยบายธรรมาภิบาลการลงทุน และอีก 45% ไม่มีการรายงานการดำเนินงานตามนโยบายต่อสาธารณะ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องระหว่าง “การประกาศเจตนารมณ์” กับ “การปฏิบัติจริง” ซึ่งอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบตลาดทุนในระยะยาว
ในบริบทนี้ การตรวจสอบและทำความเข้าใจพฤติกรรมการลงทุนที่คำนึงถึง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ของนักลงทุนสถาบันไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ฝากเงินรายย่อยในฐานะ “เจ้าของเงิน” เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยโดยรวม
งานวิจัยล่าสุดของ แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ได้ลงลึกสำรวจแนวปฏิบัติด้าน ESG ของนักลงทุนสถาบันจำนวน 12 ราย ซึ่งบริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขนาดใหญ่ของประเทศ โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะ การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประเมินทั้งในมิติของนโยบายองค์กร แนวทางการลงทุน การใช้สิทธิออกเสียง และการมีส่วนร่วมกับบริษัทที่เข้าลงทุน
ผลการศึกษาพบว่า นักลงทุนสถาบันไทยเริ่มมี “ความตื่นตัว” ต่อการลงทุนที่คำนึงถึง ESG ในระดับตั้งต้น โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนที่ถือว่ามีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญยังคงอยู่ที่การเปิดเผยข้อมูลซึ่งยังไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมยังอยู่ในวงจำกัด และจำเป็นต้องขยายกรอบความคิดให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
จากข้อค้นพบดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้เสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการลงทุนอย่างรับผิดชอบของนักลงทุนสถาบันไทย โดยแบ่งออกเป็นระยะสั้นและระยะกลาง ดังนี้
ข้อเสนอแนะระยะสั้น (3–6 เดือน)
- สำนักงาน ก.ล.ต. ควรทบทวนหลัก I Code ให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในมิติสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านการพัฒนาตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม รวมถึงกำหนดแนวทางการใช้สิทธิออกเสียงที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล และกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลการมีส่วนร่วมกับบริษัทที่ลงทุนอย่างเป็นระบบ
- ก.ล.ต. ร่วมกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ควรจัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักลงทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง โดยดึงผู้เล่นรายใหญ่ที่มีแนวปฏิบัติ ESG ก้าวหน้า มาเป็นต้นแบบและพี่เลี้ยงให้แก่นักลงทุนรายเล็ก
- ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ควรบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน ESG ให้แก่บริษัทจดทะเบียน ผ่านเครื่องมือดิจิทัล การพัฒนาตัวชี้วัดด้านสังคม และการอบรมเชิงปฏิบัติการ
- หน่วยงานกำกับดูแลควรตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบทางสังคมในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งพัฒนาโครงการเสริมศักยภาพผู้จัดการกองทุนในการผนวกประเด็นสังคมเข้าสู่การตัดสินใจลงทุน
- ก.ล.ต. ควรร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนเพื่อความยั่งยืนเชิงรุก พร้อมทบทวนเกณฑ์กองทุน Thai ESG และเพิ่มความหลากหลายของหลักทรัพย์ให้มากขึ้น
ข้อเสนอแนะระยะกลาง (6 เดือน – 2 ปี)
- ก.ล.ต. ควรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับหลัก I Code โดยอ้างอิงมาตรฐานสากล เช่น Shareholder Rights Directive II ของสหภาพยุโรป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้และบทบาทของนักลงทุนสถาบัน
- ควรจัดตั้งองค์กรที่ปรึกษาผู้ถือหุ้นในลักษณะเดียวกับ Institutional Shareholder Services (ISS) เพื่อสนับสนุนการใช้สิทธิออกเสียงบนฐานข้อมูล ESG อย่างเป็นระบบ
- หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรแก้ไขกฎหมาย โดยลดเกณฑ์การถือหุ้นขั้นต่ำในการเสนอวาระผู้ถือหุ้น จาก 5% เหลือ 1% เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยและสถาบันสามารถผลักดันประเด็น ESG ได้มากขึ้น
- ควรพัฒนาแบบจำลองเชิงปริมาณเพื่อประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนแบบ ESG อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน
- สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ควรร่วมกับภาคประชาสังคม นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน จัดตั้งกลไกรับฟังเสียงของผู้ลงทุนรายย่อย เพื่อผลักดันให้ประเด็น ESG เป็นวาระสำคัญในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนไทยในอนาคต





