วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘องค์ความรู้กิจการเหมืองแร่อย่างยั่งยืน’ไทย-เมียนมา ทางแก้มลพิษในแม่น้ำกกที่ต้องฝ่าข้ออ่อนไหวชายแดน

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบ เรื่อง รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมา ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)เสนอและแจ้งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป

ในส่วนมาตรการระหว่างประเทศ ได้แก่ 1. ให้กระทรวงการต่างประเทศ( กต. )ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหม (กห.) (เหล่าทัพและกองบัญชาการกองทัพไทย) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เร่งดำเนินการเจรจากับประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษเพื่อให้ยุติการประกอบกิจการเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของมลพิษโดยเร็วที่สุด โดยใช้กลไกความร่วมมือ ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาคที่มีอยู่ รวมทั้งผลักดันให้รัฐเจ้าของสัญชาติของบริษัทแม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs)

2. ให้ กต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทส.ผลักดันให้ประเทศในภูมิภาคกำหนดแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไข ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนผ่านกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิผล รวมถึงให้ประเทศในภูมิภาค พัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการจัดการ ป้องกันและเยียวยาผลกระทบจากปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

ทั้งนี่้ กต. กรมควบคุมมลพิษ และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแรได้มีการประชุมหารือทางเทคนิคร่วมกับเมียนมาเกี่ยวกับปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกกณ กรุงเนปยีดอ เมียนมา เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2568 โดยมี. Mr. Khin Maung Yi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ Mr. Ha Maung Thein ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนฝ่ายเมียนมาผลการหารือพบว่า ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินของทั้งสองประเทศแตกต่างกัน และมีการหารือการดำเนินงาน ร่วมกันในอนาคตเพื่อสำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำ การแบ่งปัน ข้อมูลผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำ และการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน

จากนั้นเมื่อ วันที่ 20 ส.ค. 2568 รองนายกรัฐมนตรีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินประชุมหารือระดับรัฐต่อรัฐ ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมียนมาที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันให้มีการจัดตั้งคณะทำงานด้านวิชาการร่วม(Joint Technical Working Group)เพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และความเป็นไปได้ในการลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำข้อเสนออย่างเป็นทางการไปยังเมียนมาในการจัดคณะสำรวจร่วมกันระหว่างไทยและเมียนมา โดยได้เสนอความร่วมมือทางวิชาการอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยเฉพาะด้านสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการฝึกอบรมด้านสุขอนามัยสำหรับประชาชน ริมฝั่งแม่น้ำแก่ฝ่ายเมียนมาและด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในการประกอบกิจการเหมืองแร่อย่างยั่งยืน ซึ่งฝ่ายเมียนมาตอบรับในหลักการและเห็นควรต้องหารือรายละเอียดและขอบเขตการทำงานของคณะทำงานดังกล่าวต่อไป อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเมียนมาแจ้งว่า พื้นที่บางส่วนยังมีข้อจำกัด ด้านความมั่นคงขอให้ฝ่ายไทยเข้าใจความละเอียดอ่อนด้วย

ส่วน มาตรการภายในประเทศ 1.  เพิ่มความถี่ของการเก็บ ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่เสี่ยง เปิดเผยผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมและข้อมูลความเสี่ยง ต่อสุขภาพแก่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนที่เหมาะสม  2. ตรวจสุขภาพและคัดกรองโรค ที่อาจเกิดจากโลหะหนัก (โดยเฉพาะสารหนู) ให้แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

3. เร่งจัดหา น้ำดื่มสะอาดสำรองสำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย 4. ประเมินผล

กระทบเบื้องต้นต่อภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว  5. สนับสนุนงบประมาณสำหรับการขจัดสารพิษและฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน 6. ให้คณะกรรมการกลุ่มน้ำโขงเหนือเป็นหน่วยประสานงานหลักและเสนอให้ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แต่งตั้งหรือปรับปรุงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำระดับจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากภาคประชาสังคม ภาคประชาชน นักวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ ในสัดส่วน ที่เหมาะสมและสมดุล