วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

รู้ทัน "มะเร็งลำไส้" ตรวจคัดกรองไว รักษาดีมีโอกาสหาย

รู้ทัน "มะเร็งลำไส้" ตรวจคัดกรองไว รักษาดีมีโอกาสหาย

ในปัจจุบัน เรียกว่า "โรคมะเร็ง" เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ โดยสถิติ พบว่า มีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ 139,206 คนต่อปี และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 84,073 คนต่อปี โดยเฉพาะ "มะเร็งลำไส้" ซึ่งติด TOP 5 ของมะเร็งในคนไทย ซึ่งมักไม่มีอาการระยะเริ่มแรก

อุบัติการณ์ "โรคมะเร็ง" ซึ่งถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมาก ซึ่งล่าสุด มีรายงานข่าวว่า​ นายศุภรัตน์​ ควัฒน์กุล​ อดีตปลัดกระทรวงการคลังได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วย "โรคมะเร็งลำไส้" เมื่อเราย้อนกลับไปดู สถิติโรคมะเร็ง ของประเทศไทยพบว่า ปัจจุบัน "โรคมะเร็ง" ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและมีแนวโน้มอัตราการเกิดโรคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นพ.สมศักดิ์ อรรมศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564 เนื่องในวันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งชาติ โดยระบุสถิติ พบว่า มีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ 139,206 คนต่อปี และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 84,073 คนต่อปี

 

โดยข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งรายงานว่า อุบัติการณ์โรคมะเร็งในไทย พบโรคมะเร็งใน เพศหญิง 151 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน และพบในเพศชาย 169.3 คน ต่อประชากรหนึ่งแสนคน

 

  • 5 อันดับ มะเร็งในคนไทย 


สำหรับ "โรคมะเร็ง" ที่พบมาก 5 อันดับแรกในคนไทย ได้แก่

 

1. มะเร็งตับและท่อน้ำดี

2. มะเร็งเต้านม

3. มะเร็งปอด

4. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

5. มะเร็งปากมดลูก

 

มะเร็งลำไส้ พบเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย อันดับ 2 ในผู้หญิง

 

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลเมื่อปี 2563 กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า  มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของหลายประเทศทั่วโลก ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป แนะเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ และเนื้อสัตว์แปรรูป

 

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ข้อมูลประมาณการณ์ ในปี 2561 จะมีผู้ป่วยใหม่ราว 13,000 ราย และเสียชีวิตประมาณ 5,000 คน

ขณะเดียวกัน หากย้อนกลับไปอีกในปี 2557 ข้อมูลสถิติโรคมะเร็งของคนไทยในปี 2557 จาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบมะเร็งอันดับต้นๆ ในเพศชายและเพศหญิง ดังนี้ 

 

เพศชาย 

มะเร็งตับและท่อน้ำดี  79.37%

มะเร็งปอดและหลอดลม 63.73%

มะเร็งลำไส้ใหญ่ 63.73%

 

เพศหญิง

มะเร็งเต้านม 71.58%

มะเร็งปากมดลูก 63.99%

 

  • วิถีชีวิตเปลี่ยน ปัจจัยเสี่ยงก่อโรค

 

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากโดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภค เช่น

- อาหารไขมันสูง

- อาหารฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น

- การกินอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม

- อาหารจากน้ำมันทอดซ้ำ

- เนื้อสัตว์แปรรูป

- การสูบบุหรี่

- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

- การขาดการออกกำลังกาย

- การมีภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน

- ตลอดจนการมีประวัติครอบครัวหรือตนเองเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ เป็นต้น

  • มะเร็งลำไส้ มักไม่มีอาการระยะเริ่ม

 

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เริ่มจากการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ (polyp) และพัฒนาจนเป็นมะเร็งโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงมักจะไม่มีอาการในระยะเริ่มแรกของโรค จะมีอาการก็ต่อเมื่อโรคลุกลามมากขึ้นจนถึงระยะสุดท้าย ส่งผลทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

 

  • อาการของโรคที่พบบ่อย

 

- การถ่ายอุจจาระผิดปกติ

- มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย

- ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง

- ถ่ายไม่สุด

- ถ่ายเป็นมูกหรือ

- มูกปนเลือด หรืออาจถ่ายเป็นเลือดสด

- ขนาดลำอุจจาระเล็กลง

- มีอาการปวดท้อง

- แน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด เป็นต้น

 

  • ตรวจคัดกรองระยะเริ่มแรก

 

อย่างไรก็ตาม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรคสูง ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงโดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระปีละครั้ง

 

หากผิดปกติควรได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ กรณีพบติ่งเนื้อหรือความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยต่อไป

 

  • การตรวจเพื่อการวินิจฉัย

 

ข้อมูลจาก ศ.ดร.นพ.วรุตม์ โล่ห์สิริวัฒน์ ในเว็บไซต์ โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์  อธิบายว่า การตรวจเพื่อการวินิจฉัย เริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดโดยแพทย์ อาจรวมถึงการใช้นิ้วสอดเข้าตรวจทางทวารหนักด้วย แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจต่าง ๆ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น การส่องกล้องเข้าทางทวารหนักเพื่อตรวจและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจสอบเซลล์มะเร็ง และอาจมีการตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม เช่น การตรวจอัลตราซาวน์ หรือ เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อประเมินระยะของโรคและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

  • การรักษา

 

สำหรับการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักนั้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของมะเร็ง ระยะของโรค รวมถึงสภาพร่างกายและความพร้อมของผู้ป่วยขณะนั้นว่าเหมาะสมกับวิธีใดมากที่สุด โดยทั่วไปการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่วิธีที่ดีที่สุด ได้แก่

 

- การผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ส่วนที่มีเนื้อร้ายออก

- สำหรับการให้ยาไปทำลายเซลล์มะเร็ง (เคมีบำบัด) และ/หรือ การฉายรังสีรักษา เป็นการรักษาเพิ่มเติมในกรณีที่มีข้อบ่งชี้

 

อาการผิดปกติของระบบชับถ่ายแม้เพียงเล็กน้อยอาจเป็นอาการเริ่มแรกของมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็เป็นได้ ดังนั้นหากท่านมีความผิดปกติดังกล่าวช้างต้นควรมาพบแพทย์ เพราะ รู้เร็ว รู้ไว รักษาได้ทันท่วงที มีโอกาสหายได้

 

  • ปรับพฤติกรรม ลดเสี่ยง 

 

จากสถิติ ในปี 2564 ที่มีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ 139,206 คนต่อปี และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 84,073 คนต่อปี นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้ความรู้ว่า หลายคนเห็นสถิติแล้วมีความกังวลว่าตนเองหรือครอบครัวจะโชคร้ายเป็นโรคมะเร็ง แต่ในความเป็นจริงเราสามารถปฏิบัติตนเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง รวมไปถึงการป้องกันหรือลดความเสี่ยงจากการได้รับสารก่อมะเร็งจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม

 

  • สังเกตสัญญาณเตือน โรคมะเร็ง 7 ประการ

 

ขณะเดียวกัน การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติเรื้อรังของร่างกายจากสัญญาณเตือน 7 ประการ ได้แก่

 

1. ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปลง

2. เป็นแผลเรื้อรัง

3. ร่างกายมีก้อนตุ่ม

4. กลืนกินอาหารลำบาก

5. ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล

6. ไฝหูดเปลี่ยนไป

7. ไอและเสียงแหบเรื้อรัง

 

จะช่วยให้รู้ตัวและสามารถพบแพทย์ได้เร็วส่งผลให้การรักษาได้ผลดี  นอกจากนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่ามะเร็งบางชนิดสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ซึ่งการค้นพบโรคตั้งแต่ระยะแรกหรือระยะก่อนเป็นมะเร็งจะทำให้การรักษาได้ผลดีมีโอกาสหายจากโรคสูง