วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

“หัวเว่ย” เดินหน้า “พลังงานดิจิทัล” มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

“หัวเว่ย” เดินหน้า “พลังงานดิจิทัล” มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

"หัวเว่ย" เดินหน้า ธุรกิจพลังงานดิจิทัล หนุนไทยไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัลของอาเซียน สู่การเป็นผู้นำในด้าน "ความเป็นกลางทางคาร์บอน" (Carbon Neutrality Leader) ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน

จากดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศโลกในปี 2564 (Global Climate Risk Index 2021) ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจาก การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยอยู่อันดับ 9 จาก 170 ประเทศทั่วโลก นำมาซึ่งการเสนอแผนแม่บท เดินหน้าประเด็นด้านพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในสมัชชาสหประชาชาติ

 

สำหรับแผนแม่บท ความเป็นกลางทางคาร์บอน ปี พ.ศ. 2608-2613 ที่ประเทศไทยได้นำเสนอในสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly (UNGA)) นับเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีการเสนอและประกาศแผนแม่บทความเป็นกลางทางคาร์บอนแห่งชาติอย่างเป็นทางการ โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2573 และมุ่งลดคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2608-2613 กล่าวคือ หลังจากปี พ.ศ. 2573 หน่วยการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะต้องลดลงร้อยละ 6 ต่อปี ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องแข่งกับเวลา

 

  • “อุตสาหกรรมพลังงาน” ปล่อยคาร์บอนมากที่สุด

 

หากมาดูภาคธุรกิจที่มีการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สูงสุด 3 อันดับแรกในประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน (ร้อยละ 37), กลุ่มธุรกิจคมนาคมขนส่ง (ร้อยละ 29) และกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไป (ร้อยละ 28) ด้วยเหตุนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ด้วยการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

การประมาณการขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency (IEA)) มองว่าภายในปี 2593 การผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดทั่วโลก จะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 โดยสัดส่วนของกลุ่มรถยนต์ จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ากว่าร้อยละ 90 ด้วยเหตุนี้ พลังงานไฟฟ้าจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักทั่วโลก

 

“หัวเว่ย” เดินหน้า “พลังงานดิจิทัล” มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

  • พลังงานเทคโนโลยีดิจิทัล 4 รูปแบบ

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “พลังงานเทคโนโลยีดิจิทัล” ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และกลายมาเป็นกำลังหลักในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผสานรวมเทคโนโลยีดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์กำลังก้าวมาถึงจุดที่เติบโตอย่างเต็มที่ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ใน 4 รูปแบบ ได้แก่

 

1. เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย และเพิ่มช่วยประสิทธิภาพ ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยปรับเฉลี่ย (Levelized Cost of Electricity) อยู่ที่ 0.037 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง แผงโมดูลมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งาน บำรุงรักษาได้เอง และง่ายต่อการติดตั้งบนหลังคาอาคารที่พักอาศัย

 

“หัวเว่ย” เดินหน้า “พลังงานดิจิทัล” มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

 

2. เทคโนโลยีเก็บพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (ESS) การผนวกแบตเตอรี่ลิเธียมกับเทคโนโลยีการควบคุมระบบดิจิทัลเข้าด้วยกัน ทำให้ระบบเก็บพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีคุณสมบัติและสมรรถนะที่ต่างกัน ใช้ในสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกัน ช่วยแก้ปัญหาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีความไม่ต่อเนื่อง

 

3. เทคโนโลยีสถานีการสื่อสารและศูนย์รับส่งข้อมูลขนาดย่อมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี ICT ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม และกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าหลักรายใหม่ ร้อยละ 10 ของการใช้พลังงานจะมาจากกลุ่มเทคโนโลยี ICT ภายในปี 2583 จึงจำเป็นต้องมีศูนย์รับส่งข้อมูลที่รองรับสถานีฐานระบบ 5G และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

“หัวเว่ย” เดินหน้า “พลังงานดิจิทัล” มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

4. เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นประหยัดและระบบชาร์จแบบเร็ว ในปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดและชาร์จเร็วเป็นที่นิยมและมียอดขายสูงเป็นอย่างมาก โดยรถยนต์ไฟฟ้า Wuling Mini EV จากประเทศจีน ราคาเพียง 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นรุ่นประหยัดที่มีการกระจายจุดชาร์จอย่างกว้างขวาง มีระยะการขับขี่ได้ไกลถึง 1,000 กิโลเมตร

 

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยให้ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซไอเสียเป็นศูนย์ในทศวรรษหน้า

 

  • "หัวเว่ย" หนุนไทย บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน

 

สำหรับ หัวเว่ย ประเทศไทย ซึ่งได้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจพลังงานดิจิทัลขึ้นในปีนี้ นับเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มุ่งมั่นในการช่วยสนับสนุนประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัลของอาเซียนทั้งนี้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการเป็นผู้นำในด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality Leader) ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน

 

“หัวเว่ย” เดินหน้า “พลังงานดิจิทัล” มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

 

ที่ผ่านมา ธุรกิจพลังงานดิจิทัลของหัวเว่ย เรียกได้ว่ามีการขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเติบโตและขึ้นเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มธุรกิจโซลูชันศูนย์ข้อมูลสำเร็จรูป (Prefabricated Modular Data Center), โซลูชันเซลล์แสงอาทิตย์อัจฉริยะ (Smart PV) และ โซลูชันพลังงานในด้านการอำนวยความสะดวก (Site Power Facility)

 

ขณะเดียวกัน ธุรกิจ mPower หัวเว่ย นับเป็นบริษัทแรกในโลกที่สร้างเทคโนโลยีใหม่ เรียกว่า X-in-1 ePowertrain เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยทีมงานและพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ มีการส่งมอบหน่วยพลังงานประสิทธิภาพสูง (Modular Power units) มากกว่า 300 ล้านชุดทั่วโลก ทั้งนี้ หัวเว่ย คาดว่าการนำเทคโนโลยีระดับแนวหน้าและแนวปฏิบัติระดับโลกมาใช้ จะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในอาเซียนต่อไป