จับตา "ตลาดศัลยกรรมความงาม" หลัง "เปิดประเทศ"

จับตา "ตลาดศัลยกรรมความงาม" หลัง "เปิดประเทศ"

ก่อน "โควิด-19" มีการคาดการณ์ว่า "ตลาดศัลยกรรมความงาม" ในปี 2563 จะมีมูลค่ากว่า 4.5 หมื่นล้านบาท แต่จากการระบาดโควิด ทำให้ในปี 2563 - 2564 ภาพรวมกลับติดลบ อย่างไรก็ตาม หลังการ "เปิดประเทศ" คาดว่าจะกลับมาเติบโตขึ้นราว 15-20%

ศัลยกรรมเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมแม่เหล็กของไทย แต่ โควิด-19 ส่งผลกระทบ ตลาดศัลยกรรมความงาม เศรษฐกิจที่ชะลอตัว การจำกัดการใช้เงิน และต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับบริการในไทยลดลง ทำให้ตลาดที่เคยมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านบาทชะลอตัว มีการคาดการณ์ว่า หลัง "เปิดประเทศ" ตลาดจะโตขึ้น 15-20%

 

ภาพรวมตลาดศัลยกรรมและความงามก่อนโควิดเรียกได้ว่าคึกคัก มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้คนต่างเปิดกว้างเรื่องการทำศัลยกรรม และให้ความสำคัญกับการดูเเลตนเอง ซึ่งไม่เฉพาะคนไทยเเต่ยังรวมไปถึงชาวต่างชาติ ที่เลือกเข้ามาทำศัลยกรรมในประเทศไทย เพราะความเชื่อมั่นในมาตรฐานประสบการณ์และฝีมือความชำนาญของศัลยเเพทย์ไทยที่คนทั่วโลกต่างให้การยอมรับ

 

เเต่เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วนทั่วโลก ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในกลุ่มธุรกิจความงามก็เช่นกัน ที่ตกอยู่ในภาวะชะลอตัวเนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง

 

นพ.สุรสิทธิ์ อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลบางมด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตลาดศัลยกรรมในประเทศไทยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมาในปี 2563 - 2564 ภาพรวมติดลบ ผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ลูกค้าต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาทำศัลยกรรมในไทยได้ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจซบเซา ประชาชนยังไม่กล้าใช้เงิน จึงชะลอแผนการทำศัลยกรรมแบบผ่าตัดใหญ่ไปก่อน

 

จับตา "ตลาดศัลยกรรมความงาม" หลัง "เปิดประเทศ"

สำหรับ ศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม้จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบเรื่องการปิดสถานประกอบการ เเต่ผลกระทบที่ได้รับ คือ กลุ่มคนไข้ลดน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติ เนื่องจากเที่ยวบินยังไม่สามารถเข้าประเทศได้ซึ่งแน่นอนว่าการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญ

 

จึงต้องเน้นหนักในเรื่องของคุณภาพและความปลอดภัย คุมเข้มในมาตรการป้องกันโรคระบาด จัดให้เเพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคน ซึ่งถือเป็นด่านสำคัญ ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบตามเกณฑ์ เพื่อความปลอดภัยในการรักษาและความปลอดภัยของผู้เข้ารับบริการ ซึ่งก็สร้างความมั่นใจให้คนไข้ชาวไทยเริ่มกลับมาได้ประมาณ 80-90% และภาพรวมตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้ง

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งอาเซียน พบว่า ที่ผ่านมามูลค่าตลาดของธุรกิจศัลยกรรมไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปี 2560 มูลค่าราว 3 หมื่นล้านบาท ปี 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 3.6 หมื่นล้านบาท ปี 2562 เพิ่มขึ้นอีก 3.96-4.3 หมื่นล้านบาท ส่วนในปี 2563 ก่อนมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท โดยลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการทำศัลยกรรมความงามในประเทศไทย กลุ่มใหญ่ คือ กัมพูชา ออสเตรเลีย ลาว และเมียนมา 

 

จับตา "ตลาดศัลยกรรมความงาม" หลัง "เปิดประเทศ"

ดังนั้น ภายหลังการ เปิดประเทศ นับเป็นอีกหนึ่งความหวังของแต่ละภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการศัลยกรรมความงามด้วย สำหรับแผนต้อนรับการเปิดประเทศ รพ.บางมด มีการเตรียมพร้อมในเรื่องมาตรการคุ้มเข้มโรคระบาด 4 แผนแม่บท ได้แก่ 1. Safe & Security เน้นความปลอดภัยทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้เข้ารับบริการ โดยที่แพทย์ พยาบาลและบุคลากรของโรงพยาบาลทุกคนได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบตามเกณฑ์

 

 อีกทั้งจะมีการตรวจวัดอุณหภูมิและซักประวัติก่อนเข้ารับบริการ การเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดเครื่องมือและสถานที่ การเคร่งครัดตามมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) รวมทั้งการใส่หน้ากากทางการแพทย์ และล้างมือก่อนและหลังการบริการ

 

2. Screening Test การนำแบบสอบถามประเมินความเสี่ยงมาใช้ก่อนเข้ารับบริการ สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงจะมีการตรวจคัดกรองด้วย Rapid Test / PCR ก่อนทำการผ่าตัด ซึ่งถือเป็นการยกระดับความเข้มงวดและเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับทุกคน

 

3. Service เพิ่มการบริการรูปแบบใหม่ ซึ่งทำให้ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ เช่น การพูดคุยปรึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ นัดหมายล่วงหน้าเพื่อลดความแออัดของการมาพบแพทย์ และ 4. Selected การเลือกการผ่าตัดที่มีความเหมาะสมให้กับคนไข้ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือระยะเวลาการพักฟื้นสั้น

 

นพ.สุรสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า รพ.บางมด แบ่งสัดส่วนคนไข้ออกเป็นคนไทย 80% และต่างชาติ 20% โดยศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ คือ การทำศัลยกรรมดึงหน้า ด้วยเทคนิคเฉพาะ เรียกว่า “New Modern Facelift” ที่คนไข้สามารถแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้า และเทคนิค “Modern Facelift” ที่สามารถเลือกแก้ไขความความหย่อนคล้อยเฉพาะจุดได้ โดยล่าสุด มีการเปิด “ศูนย์ศัลยกรรมดึงหน้าเฉพาะทาง” ด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ ตามมาตรฐาน JCI ที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย

 

นอกจากนี้ ยังดำเนินตามแผนงานการจัดตั้งศูนย์ศัลยกรรมความงามระดับเอเชีย เพื่อรุกขยายฐานกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติและกลุ่มคนไทยระดับ Hi- End เน้นคุณภาพเป็นหลัก พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการทำศัลยกรรมที่นานาชาติ ให้การยอมรับในมาตรฐาน เทคนิคการผ่าตัด ฝีมือแพทย์ และผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

 

สำหรับ เทรนด์การทำ ศัลยกรรม ในอนาคต ยังคงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและเปิดกว้างมากขึ้น ทุกเพศ ทุกวัย และทั่วโลก เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องและเสริมสร้างบุคลิกความมั่นใจให้กับตนเอง ที่ผ่านมาอาจจะเห็นการศัลยกรรมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงวัยเริ่มทำงาน หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือก แต่ปัจจุบันจะเห็นการทำศัลยกรรมเสริมความงามในผู้ชาย ซึ่งเป็นที่ยอมรับมากขึ้น หรือแม้กระทั่งในผู้สูงอายุก็เลือกทำศัลยกรรม เพราะเทคนิคทางการแพทย์มีความปลอดภัย ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ผลลัพธ์ที่ให้ความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

“ภายหลังคลายล็อคดาวน์ ทิศทางการการเติบโตตลาดศัลยกรรมในประเทศไทย คาดการณ์ว่าต้องเห็นตัวเลขไปในทิศทางที่ดีขึ้นแน่นอน น่าจะเติบโตขึ้น 15-20% จากที่ผ่านมาภาพรวมตลาดติดลบด้วยผลของสถานการณ์โควิด-19” นพ.สุรสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

จับตา "ตลาดศัลยกรรมความงาม" หลัง "เปิดประเทศ"