4 บทเรียน "ชิลี - เดนมาร์ก" กับการนับถอยหลัง "เปิดประเทศ" ของไทย

4 บทเรียน "ชิลี - เดนมาร์ก" กับการนับถอยหลัง "เปิดประเทศ" ของไทย

ขณะที่เรากำลังนับถอยหลัง "เปิดประเทศ" 1 พ.ย. 64 ท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่าย ถึงความพร้อมของประเทศไทย จาก "สถานการณ์โควิด-19" ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อแตะหลักหมื่น โดย "หมอธีระ" ได้ฉายภาพ 4 บทเรียน "ชิลี" "เดนมาร์ก" ที่ทำการปลดล็อกไปก่อนหน้านี้

หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ออกแถลงการณ์ ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ สั่ง เร่งพิจารณาเปิดประเทศ 1 พ.ย.นี้ โดยไม่ต้องกักตัว สำหรับผู้ที่ได้วัคซีนครบ แต่ต้องแสดงผลตรวจ อย่างน้อย 10 ประเทศ ระบุ 1 ธ.ค. นั่งดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ เปิดสถานบันเทิง รับเทศกาลเฉลิมฉลอง

 

ผ่านมา 13 วัน นับจากวันที่ 1 ต.ค. 64 ของการปรับมาตรการ ให้สามารถเดินหน้ากิจการ กิจกรรม ได้ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ในวันนี้ (13 ต.ค. 64) “สถานการณ์โควิด-19” ในประเทศไทย ยังคงพบผู้ติดเชื้อ “โควิด-19” รายใหม่ 10,064 ราย ขณะที่ผู้ป่วยที่เสียชีวิตในวันนี้ลดลงจากหลักร้อยเหลือ 82 ราย อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงสาธารณสุขยังคงเน้นย้ำให้เข้มมาตรการ ไม่เช่นนั้นจำนวนผู้ป่วยอาจพุ่งสูงไปถึง 2-3 หมื่นรายได้
 

ขณะเดียวกัน ในการตั้งเป้า เปิดประเทศ ในวันที่ 1 พ.ย. 64 ยังคงมีหลายฝ่ายแสดงความเป็นกังวล ถึงความพร้อมในการเปิดประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีหลายประเทศที่ประกาศนโยบายที่จะอยู่ร่วมกับโควิด-19 เช่น เดนมาร์ก ชิลี สิงคโปร์ และไทย  แต่จาก บทเรียนของชิลี และเดนมาร์ก หลังปลดล็อก ซึ่ง “ศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์” ได้ยกตัวอย่าง แสดงให้เห็นถึง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังปลดล็อค พบว่าทั้งสองประเทศ จำนวนติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ อัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อจากการตรวจคัดกรองโรคสูงขึ้นอย่างชัดเจน หากเกิดการระบาดหนักหน่วงปะทุขึ้นมา ศักยภาพของระบบตรวจคัดกรองโรคจะเป็นกลไกสำคัญ หากทำได้น้อยหรือไม่ทันต่อความต้องการ ก็ยากที่จะหยุดการระบาด รวมถึงการฉีดวัคซีนที่ยังไม่ครอบคลุม ย่อมเสี่ยงสูงต่อการระบาด

  • 4 จังหวัดภาคใต้ยังน่าห่วง

 

ขณะที่ ปัจจุบัน พื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ยังคงเป็นพื้นที่ที่ทาง ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข มีความกังวลเนื่องจากมีการติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง  โดยในรายงานการติดเชื้อรายวัน กทม. ปริมณฑล และต่างจังหวัด วันที่ 12 ต.ค. 64 พบว่า 4 จังหวัดชายแดนใต้ยังมีการติดเชื้อสูงต่อเนื่อง 1,999 ราย คิดเป็น 22% ขณะที่ กทม.ปริมณฑล ติดเชื้อรวม 1,978 ราย คิดเป็น 21% และ ต่างจังหวัด 67 จังหวัด ติดเชื้อ 5,254 ราย คิดเป็น 57%

 

  • จับตา 10 จังหวัด ติดเชื้อไม่ลด

 

 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมศูนย์ปฎิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคโควิด-19 หรือ EOC ถึงสถานการณ์โควิด-19 ในต่างจังหวัด 71 จังหวัดค่อนข้างทรงตัว ไม่ได้ลดลงเหมือนระยะก่อนหน้านี้ เมื่อแยกเป็นรายพื้นที่ พบว่า ในพื้นที่ภาคใต้ยังขึ้น ส่วนจังหวัดอื่นๆ ลดลง แต่ยังลงไม่ดี ลงอย่างช้าๆ ยังมีการติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง 

 

เมื่อ กรมควบคุมโรค (คร.) แยกเป็นรายภาค พบว่า ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ มีการติดเชื้อต่ำ ภาคกลางและตะวันออก มีการติดเชื้อค่อนข้างสูง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงได้พิจารณา 10 จังหวัดที่ต้องจับตามอง (Watch List) เนื่องจากแนวโน้มทิศทางการติดเชื้อรายใหม่ยังไม่ลดลง ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช ระยอง จันทบุรี นครราชสีมา ราชบุรี และตาก

  • จังหวัดจับตา ติดเชื้อรายวันยังสูง

 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณา 10 จังหวัดที่ ทางกระทรวงสาธารณสุข ยกให้เป็นจังหวัดที่ต้องจับตามอง เปรียบเทียบกับ 10 จังหวัด ติดเชื้อรายวันสูงสุดจะพบว่า มีถึง 6 จังหวัดที่อยู่ในจังหวัดติดเชื้อสูงสุดรายวัน (12 ต.ค. 64) ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส นครศรีธรรมราช และ ระยอง โดยเฉพาะ 4 จังหวัดภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี สงขลา นราธิวาส) ซึ่งพบการติดเชื้อสูงมาหลายวันติดต่อกัน โดยมีสัดส่วนกว่า 22% เมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งประเทศ

 

  • ไทยฉีดวัคซีนไปแล้ว 61 ล้านโดส

 

หนึ่งในมาตรการสำคัญในการเปิดประเทศ นอกจากการคงมาตรการส่วนบุคคล ป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Preventio) รวมถึง มาตรการในการเปิดกิจการ กิจกรรม อย่าง COVID-Free stetting แล้ว วัคซีน ยังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทางรัฐบาลเร่งเดินหน้าฉีดให้ได้ตามเป้าหมายโดยฉีดให้ครอบคลุม 50% ภายในเดือน ต.ค. และฉีดให้ครบ 100 ล้านโดส ภายในสิ้นปี 2564 นี้ 


 
ขณะเดียวกัน เมื่อดูจำนวนการได้รับวัคซีนสะสม (28 ก.พ. - 11 ต.ค. 2564) รวม 61,033,251 โดส ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 35,462,170 ราย จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 23,796,497 ราย และ จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 1,774,584 ราย

 

ภาพรวมยอดฉีด "วัคซีนโควิด-19" วันที่ 11 ตุลาคม 2564 ยอดฉีดทั่วประเทศ 805,146 โดส เข็มที่ 1 : 368,278 ราย เข็มที่ 2 : 395,505 ราย เข็มที่ 3 : 1,774,584 ราย 

 

  • 10 จังหวัดต้องจับตา ฉีดวัคซีนไปเท่าไหร่

 

ทั้งนี้ ความครอบคลุมของการได้รับวัคซีน จำแนกตามจังหวัด (ข้อมูล 12 ต.ค. 64) พบว่า จังหวัดที่มีความครอบคลุมประชากร 50% มีทั้งสิ้น 14 จังหวัด ได้แก่ กทม. ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นนทบุรี อยุธยา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก เพชรบุรี ระยอง พังงา ภูเก็ต และระนอง ขณะที่ 10 จังหวัดที่ต้องจับตา ความครอบคลุมการฉีดวัคซีน ข้อมูลจาก “หมอพร้อม” ณ วันที่ 11 ต.ค. 64 ได้แก่ 

 

สงขลา เข็ม 1 สะสม 45.84% เข็ม 2 สะสม 31.31% 
ยะลา เข็ม 1 สะสม 48.35% เข็ม 2 สะสม 30.21%
ปัตตานี เข็ม 1 สะสม 39.50% เข็ม 2 สะสม 23.00%
นราธิวาส เข็ม 1 สะสม 36.41% เข็ม 2 สะสม 24.20%
นครศรีธรรมราช เข็ม 1 สะสม 36.92% เข็ม 2 สะสม 23.73%
ระยอง เข็ม 1 สะสม 59.25% เข็ม 2 สะสม 40.24%
จันทบุรี เข็ม 1 สะสม 44.12% เข็ม 2 สะสม 30.88%
นครราชสีมา เข็ม 1 สะสม 47.50% เข็ม 2 สะสม 31.81%
ราชบุรี เข็ม 1 สะสม 39.87% เข็ม 2 สะสม 28.55%
ตาก เข็ม 1 สะสม 32.16% เข็ม 2 สะสม 24.97%

 

  • ส่งไฟเซอร์ไปใต้ 5 แสนโดส

 

ขณะเดียวกัน สธ. ได้ข้อสรุปสูตรไขว้ ซึ่งอยู่ระหว่างให้ ศบค. พิจารณาในวันที่14 ตุลาคมนี้ คือ แอสตร้าเซนาก้า เข็ม 1 และไฟเซอร์เข็ม 2 ซึ่งทางคณะกรรมการพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านทั้งการสร้างภูมิคุ้มกัน ความปลอดภัยรวมถึงจำนวนวัคซีนที่สามารถจัดหาได้ในช่วงเวลานั้นๆ และมีข้อมูลทางวิชาการรองรับว่ามีการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี สามารถใช้ได้ 

 

ส่วน ภาคใต้ ได้มีการเร่งจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์เข้าไปในพื้นที่เพิ่มเติม 5 แสนโดส หากประชาชน ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเลยจะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม แต่หากได้รับแอสตร้าเซนาก้าเข็มที่ 1 ไปแล้ว จะได้รับเข็ม 2 เป็นวัคซีนไฟเซอร์ ส่วนการฉีดวัคซีนในกลุ่มนักเรียนที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้ชาย ขณะนี้ ทางคณะอนุกรรมการวิชาการจะนำข้อมูลการรับวัคซีนเข็ม 1 มาพิจารณาในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ สำหรับการใช้วัคซีนไฟเซอร์เข็ม 2  ในกลุ่มนักเรียนชาย ซึ่งจะสรุปได้ก่อน วันที่จะนัดรับเข็ม 2 ในวันที่ 25 ตุลาคม

 

  • บทเรียนของชิลี และเดนมาร์ก หลังปลดล็อก

 

ในระหว่างที่กำลังนับถอยหลัง เปิดประเทศ 1 พ.ย. 64 ยังมีกระแสความกังวลในหลายภาคส่วน “ศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์” คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Thira Woratanarat โดยระบุว่า "บทเรียนจากชิลีและเดนมาร์ก" ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ มีข่าวหลายสำนักนำเสนอรายชื่อประเทศที่ประกาศนโยบายที่จะอยู่ร่วมกับโควิด-19 เช่น เดนมาร์ก ชิลี สิงคโปร์ และไทย

 

สิงคโปร์นั้น มีความชัดเจนว่าการระบาดแต่ละวันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกว่า 3,700 คน ในขณะที่ชิลีและเดนมาร์ก อยู่ในระดับหลักร้อยถึงหลักพันเพื่อให้ไทยได้เห็นเส้นทางเดินของประเทศที่ประกาศนโยบายคล้ายคลึงกัน และได้เดินไปก่อนเรา การศึกษาบทเรียนของเค้าน่าจะเป็นประโยชน์ในการเตรียมรับมือกับสิ่งที่เราจะเจอในอนาคตอันใกล้ในที่นี้ เพื่อให้สเกลในกราฟเปรียบเทียบกันให้เห็นได้ดี จึงนำเสนอบทเรียนของชิลี และเดนมาร์กมาให้พิจารณากัน

 

1. สถานการณ์หลังปลดล็อค พบว่าจำนวนติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ชิลีปลดล็อคตั้งแต่ช่วงท้ายของสิงหาคมเป็นต้นมา และเปิดการเดินทางระหว่างประเทศตั้งแต่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ในขณะที่เดนมาร์กนั้นเป็นทีทราบกันดีว่าเปิดเสรีการใช้ชีวิตตั้งแต่ต้นกันยายนเป็นต้นมา ทั้งสองประเทศมีแนวโน้มจำนวนการติดเชื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังปลดล็อคการใช้ชีวิตราว 4-6 สัปดาห์ โดยจำนวนติดเชื้อต่ำสุดต่อวันที่เป็นฐานคือระดับเพียง 300-400 กว่าคนต่อวันเฉลี่ยแล้วจำนวนการติดเชื้อต่อวันของชิลีและเดนมาร์กจะสูงขึ้นเป็น 2 เท่า โดยใช้เวลาราว 3 สัปดาห์

 

สำหรับประเทศไทย ที่กำลังจะเปิดเมืองท่องเที่ยว และเปิดประเทศ แต่ยังมีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงระดับหมื่นคนต่อวัน (ยังไม่รวม ATK) ดังนั้นหากพิจารณา doubling time แบบเดียวกับชิลีและเดนมาร์ก ก็คงพอคาดการณ์ได้ว่าจำนวนติดเชื้อต่อวันคงสูงจากหมื่น เป็นสองหมื่น เป็นสี่หมื่น ไปเรื่อยๆ ทุก 3 สัปดาห์ หากควบคุมไม่อยู่

 

2. อัตราการตรวจพบว่าติดเชื้อจากการตรวจคัดกรองโรคสูงขึ้นอย่างชัดเจน


ชิลีเคยมีอัตราตรวจพบต่ำสุด 0.8% แต่เพิ่มขึ้นเป็น 1.3% ในขณะที่เดนมาร์กเคยต่ำสุดที่่ 0.9% แต่เพิ่มขึ้นมาเป็น 1.4% ทั้งสองประเทศมีอัตราการตรวจพบเพิ่มขึ้นราว 60% โดยใช้เวลาราว 3 สัปดาห์เช่นกัน


ในขณะที่เมืองไทย อัตราการตรวจพบที่แน่นอนนั้นไม่ทราบ แต่จากรายงานของ Ourworldindata เมื่อกันยายนที่ผ่านมา จะอยู่ราว 20-25% ซึ่งสูงกว่าชิลีและเดนมาร์กอย่างมาก ดังนั้นหากธรรมชาติหลังเปิดเสรีเหมือนกันกับเค้า ก็อาจถีบตัวสูงไปถึง 32-40% ในเวลา 3 สัปดาห์ หรืออาจเร็วและแรงกว่านั้นก็เป็นได้

 

3. จำนวนการตรวจคัดกรองโรคของแต่ละประเทศ


หากเทียบจำนวนการตรวจที่ทำไปต่อจำนวนประชากร 1,000 คน ตรวจมากกว่าไทย 3-12 เท่า ทั้งๆ ที่จำนวนการตรวจพบว่าติดเชื้อของเค้าน้อยกว่าของเรา 3-4 เท่า
ดังนั้น หากเกิดการระบาดหนักหน่วงปะทุขึ้นมา ศักยภาพของระบบตรวจคัดกรองโรคจะเป็นกลไกต่อสู้โรคระบาดที่เป็นหัวใจหลัก หากทำได้น้อย ไม่มากพอ ไม่ทันต่อความต้องการ ก็จะยากที่จะหยุดยั้งการระบาดวงกว้างได้ คุมไม่ได้ ได้แต่ไล่ตามจนหมดแรง

 

4. ความครอบคลุมของการฉีดวัคซีน


ทั้ง ชิลี และ เดนมาร์ก มีการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ครอบคลุมประชากรกว่า 70% ของประเทศตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนที่เค้าจะปลดล็อคการใช้ชีวิตหรือเดินทางท่องเที่ยว ประเทศไทยมีอัตราการฉีดครบโดสได้ราวครึ่งนึงของประเทศชิลี และเดนมาร์ก
ดังที่ทราบกันดีว่า การฉีดวัคซีนนั้นมุ่งหวังจะให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้ได้รับวัคซีน เพื่อลดโอกาสป่วย ลดโอกาสเสียชีวิต ดังนั้นด้วยอัตราความครอบคลุมวัคซีนของไทยเราที่น้อยกว่าชิลีและเดนมาร์ก การเปิดเมือง เปิดท่องเที่ยว และเปิดประเทศของไทยนั้นย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงสูงของการระบาดซ้ำรุนแรง และมีโอกาสป่วย และเสียชีวิตมากกว่าเค้าอย่างแน่นอน 

 

เหล่านี้จึงเป็นเหตุผล จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่นำมาแสดงให้ดู เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงสิ่งที่ตนเองกำลังจะผลักดันให้เกิดขึ้นและอย่างน้อยที่สุด สิ่งที่นำมาแจ้งให้รับรู้รับทราบกันนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนอย่างพวกเราทุกคนได้รู้เท่าทันสถานการณ์ และเตรียมวางแผนชีวิต รับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้


ช่วงเวลาถัดจากนี้ เป็นไปตามที่ย้ำมาตลอดว่า ความใส่ใจสุขภาพของตนเองและครอบครัว หรือ Health conscious นั้นสำคัญมาก และจะเป็นตัวกำหนดเรื่องสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของพวกเราแต่ละคนขอให้มีสติในการใช้ชีวิต และป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด

 

  • เสี่ยงระบาดเพิ่ม 

 

ด้าน "นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ" รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้โพสผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ Chalermchai Boonyaleepun ความรู้เรื่อง COVID-19 (ตอนที่944) 12 ต.ค. 2564 โดยระบุว่า 12 ตุลาคม 2564 ติดเชื้อเพิ่มต่ำกว่า 10,000 ราย เสียชีวิตต่ำกว่า 100 ราย โควิดระลอกที่สามของประเทศไทย อยู่ในช่วงขาลง โดยมีทิศทางการลงที่ชะลอตัว เนื่องจากมีมาตรการผ่อนคลายในช่วงเดือนกันยายน เพื่อประคับประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

 

ขณะเดียวกัน อัตราการฉีดวัคซีนในต่างจังหวัด 71 จังหวัด ยังน้อยกว่าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อวานนี้ (11 ตุลาคม 2564) ได้มีการประกาศแผนที่จะเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564  โดยให้นักท่องเที่ยวจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำ 10 ประเทศ เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว ถ้าได้ฉีดวัคซีนครบสองเข็ม และได้ตรวจ PCR ที่ประเทศต้นทางและเมื่อเข้าประเทศไทยเป็นลบ

 

ซึ่งเป็นมาตรการที่ถือว่า เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการระบาดเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็จะส่งผลดี ทำให้มิติเศรษฐกิจดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคงจะต้องติดตามผลกระทบของการประกาศมาตรการดังกล่าวต่อไป