การ 'แยกขยะ' ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองว่ายุ่งยาก แต่หากสามารถทำได้เป็นกิจวัตรประจำวัน จะทำให้ขยะถูกทิ้งอย่างถูกที่ เกิดกระบวนการรีไซเคิล สู่การหมุนเวียนทรัพยากร
ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า สถานการณ์การจัดการขยะในประเทศไทย ในปี 2563 ปริมาณขยะชุมชน 27.35 ล้านตัน ขยะที่กำจัดถูกต้อง 11.19 ล้านตัน ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง 4.23 ล้านตัน โดยในปี 2562 คนไทยสร้างขยะอยู่ที่ 1.18 กิโลกรัม ต่อคนต่อวัน รวมถึงขยะอาหารที่ปริมาณมากและเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน
- สร้่างการรับรู้ เริ่มที่องค์กร
ปัจจุบัน หลายบริษัทฯ ที่เริ่มให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม มีการเชิญชวนพนักงาน จัดกิจกรรม สร้างการรับรู้ นำไปสู่การปรับพฤติกรรม เริ่มจากการคัดแยกขยะ เพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในอนาคต “บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)” เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ริเริ่มให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยเริ่มจากการสื่อสารภายในองค์กร เพื่อให้พนักงานในองค์กร รู้จักการ แยกขยะ ต้นเหตุหลักในเรื่องสภาพแวดล้อม เพราะความเชื่อที่ว่าหากแก้ที่ต้นเหตุได้ สภาพองค์รวมของสังคมจะดีขึ้น
“พัชรา ทวีชัยวัฒนะ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารลูกค้าและสื่อสารองค์กร บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เริ่มจากการสร้างความรับรู้ในองค์กรก่อน ถัดมา คือ การสร้างถังขยะที่แยกชัดเจนเชิญองค์กรที่เป็นผู้รู้เกี่ยวกับการชั่งขยะเข้ามาช่วยด้วย รวมถึงปรึกษา Chula Zero Waste เกี่ยวกับการขนขยะ ดูไปถึงกระบวนการส่งต่อ ชั่งน้ำหนัก และเก็บข้อมูล
“เมื่ออยากให้ทุกคนแยก ก็ต้องมีที่ให้เขาทิ้งได้สะดวก แยกรีไซเคิลได้ รีไซเคิลไม่ได้ ขยะเศษอาหารแยกอีกถัง ทุกอย่างหมุนเป็นปุ๋ย ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยบุคคลที่สำคัญที่สุด ของขั้นตอนการแยกขยะ คือ แม่บ้าน ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการอบรมให้ความรู้ ขยะที่รีไซเคิลได้ ขายได้ รายได้ให้แม่บ้าน รวมถึงพนักงาน สามารถนำเอาขยะที่บ้านมาได้”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- แยกขยะได้กว่า 5 หมื่นกิโลกรัม
หลังจากเริ่มโครงการมา 1 ปี ปัจจุบันพนักงานเปลี่ยนพฤติกรรมได้กว่า 16% เป้าหมายในปีนี้ คือ 50% ของพนักงาน หรือประมาณ 600 คน จากพนักงานทั้งหมด 1,200 คน สร้างรายให้แม่บ้านกว่า 70,000 บาท ขยะที่แยกได้ 50,000 กว่ากิโลกรัม ขยะรีไซเคิล 26,000 กิโลกรัม ขยะรีไซเคิล ไม่ได้ 24,000 กิโลกรัม และมีเศษขยะอินทรีย์ ขยะเปียก ขยะเศษอาหาร 1,000 กิโลกรัม นำไปหมัก และทำปุ๋ย ส่วนขยะที่สามารถนำไปทำเชื้อเพลิงต่อได้ 400-500 กิโลกรัม
- “Go Green Sandbox” เฟ้นหาคนรุ่นใหม่สายกรีน
ล่าสุดร่วมมือกับ School of Changemakers สรรหาคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจสีเขียว สร้างสรรค์ไอเดีย และใช้อลิอันซ์ อยุธยา เป็น Sanbox ทดลองไอเดียกับพนักงาน 1,200 คน โจทย์คือเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานอย่างยั่งยืน ทั้งในออฟฟิศและอยู่บ้าน เปิดรับไอเดียจากคนภายนอกและอยากให้พนักงานมีส่วนร่วม
เกิดโครงการ “Go Green Sandbox” ขึ้น เพื่อเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ โชว์ไอเดียจัดการขยะ ต่อยอดการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมไทยตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ทุกทีมที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการพัฒนาและเรียนรู้ พร้อมไปกับโค้ชที่ปรึกษาและโค้ชอาสาสมัครประจำทีมที่เป็นพนักงาน อลิอันซ์ อยุธยา ผ่านระบบออนไลน์
- Pitching ออนไลน์ คัดเหลือ 5 ทีมสุดท้าย
และล่าสุด ได้เปิดเวทีครั้งแรกกับการ Pitching ผ่านระบบออนไลน์ นำเสนอไอเดียเกี่ยวกับการจัดการขยะ จาก 10 ทีมสตาร์ทอัพด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อคัดสรรเหลือเป็น 5 ทีมสุดท้าย รับเงินทุนตั้งต้น สูงสุด 20,000 บาทต่อทีม เพื่อนำเอาไอเดียต้นแบบมาทดลองจริง ณ สำนักงานของ อลิอันซ์ อยุธยา
“ต้องการให้ อยุธยา อลิอันซ์ เป็น Sanbox หากไอเดียเวิร์คสำหรับพนักงานของ อลิอันซ์ อยุธยา แสดงว่าต้องเวิร์คกับประเทศไทยทั้งประเทศ สำหรับเอเชียแปซิฟิค และระดับโลกด้วย นี่คือความตั้งใจ เพราะการลดโลกร้อนไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ” พัชรา กล่าว
- บ่มเพาะคนรุ่นใหม่เริ่มต้นทำเพื่อสังคม
ด้าน “พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์” ผู้ก่อตั้ง School of Changemakers ในฐานะองค์กรที่ช่วยเพาะบ่มและให้คำปรึกษาสำหรับผู้สนใจและมีความตั้งใจริเริ่มทำโครงการหรือกิจการเพื่อสังคม กล่าวว่า ความท้าทายที่สุดในการเริ่มโปรเจคเพื่อสังคม ข้อแรก คือ ประเทศไทยยังคาดการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่แก้ปัญหาสังคม หากมองในสิงคโปร์ หรือประเทศอื่นๆ เขาสามารถให้คนรุ่นใหม่เริ่มโปรเจคได้ 70% แต่บ้านเรา 1% ยังไม่ถึง เพราะการสนับสนุนไม่พอ
จากการสำรวจความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ในความสนใจที่จะแก้ปัญหาสังคม พบว่า กว่า 90-97% ตอบว่าสนใจ แต่การที่เห็นปัญหาและลุกขึ้นมาสร้างโปรเจคหลายคนไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
“ดังนั้น สิ่งที่คาดหวังระยะสั้น อยากให้น้องๆ ทุกคนที่ได้รับโอกาสทำเต็มที่แม้จะมีข้อจำกัดจากสถานการณ์โควิด-19 ส่วนระยะยาวที่คาดหวัง คือ อยากเห็นโมเดลของคนตัวเล็ก ถูกนำมาใช้ให้สามารถลุกขึ้นมาแก้ปัญหาได้” พรจรรย์ กล่าวทิ้งท้าย
- เปิดไอเดีย 'คนรุ่นใหม่สายกรีน'
สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบ 5 ทีม สุดท้าย ได้แก่ ทีม Chaimeang-Tech , ทีม Wastelander , ทีม TO-GREENQUALITY , ทีม DARK HORSES และ ทีม Happicup
“พุทธสุดา วานิชดี” ตัวแทนจาก ทีม Chaimeang-Tech เผยไอเดียว่าพนักงานส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการแยกขยะแต่ส่วนน้อยปฏิบัติจริง ขาดแรงจูงใจ จึงสร้าง Line OA เพื่อสื่อสารและ PR กิจกรรมจัดทำคู่มือการคัดแยกขยะ กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนจากขยะเป็นแต้ม แลกสินค้าบริการ พร้อมเชิญชวนร้านค้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ จัดกิจกรรมพิเศษ ตั้งเป้า 4 เดือนข้างหน้า สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม 10% หรือ 30 คนจากผู้ใช้ระบบ 300 คน
“นันทพร ตีระพงศ์ไพบูลย์” ตัวแทนจาก ทีม Wastelander อธิบายว่า โควิด-19 ทำให้พนักงาน WFH และมีข้อจำกัดในการเลือกซื้ออาหารกลางวัน จำเป็นต้องสั่งเดลิเวอร์รี่ ทำให้สร้างขยะไม่ต่ำกว่า 3 ชิ้น จัดการขยะไม่ถูกวิธี จึงสร้างระบบสนับสนุนให้พนักงานลดการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้ง นำเสนอเดลิเวอร์รี่ แบบใช้ภาชนะหมุนเวียนได้ มีที่ล้างทำให้พนักงานมีภาชนะอาหารแบบ reusable สร้างแรงจูงใจ เป้าหมาย คือ พนักงาน 50 คนผูกปิ่นโตกับสั่งอาหารและสั่งซ้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง
ปิดท้ายด้วย “ภูภูมิ วิเศษสมบัติ” ตัวแทนจากทีม TO-GREENQUALITY ใช้หลักคิดที่ว่า พนักงานไม่มีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการคัดแยกขยะว่าจะแก้ปัญหาขยะได้จริง มีความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกขยะแบบผิดๆ เช่น แยกแล้วถูกเทรวมในรถขยะ หรือขาดความรู้ในการแยกขยะ จึงทำแอปฯ สื่อการสอนโดยออกแบบให้เหมาะกับความสนใจ ให้คนคัดแยกขยะพร้อมกับแลก reward ส่วนลดราคาอาหาร หรือเป็น KPI บริษัท ทำระบบตรวจสอบความถูกต้องของขยะ เป้าหมาย เพื่อให้พนักงานสนใจในการแยกขยะอย่างถูกต้องและคงวิถีชีวิตเดิมระหว่างการทำงาน พนักงานที่เข้าร่วมโครงการสามารถคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง 80% และมีจำนวนพนักงานที่สนใจแยกขยะเพิ่มขึ้น









