วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ล็อกดาวน์'ไทยประสิทธิภาพต่่ำ สวนทางเชื้อ'เดลตา'แรง!!

สธ.เผยประสิทธิภาพ "ล็อกดาวน์"ทำได้แค่ 20 % ไม่ถึงเป้า ต้องขยับเข้มขึ้นอีก5 % ยอดติดเชื้อ-เสียชีวิตถึงจะลดลง ขอคนไทย “อยู่บ้านหยุดเชื่อเพื่อเราทุกคน” ระบุช่วงปี 63 ลดการเคลื่อนย้ายได้ถึง 80 % ปีนี้เพียง 60-70 % สวนทาง"เดลตา"ที่ระบาดติดง่ายขึ้น 3 เท่า

       เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่  2 ส.ค. 2564 ในแถลงข่าว ประเด็น คาดการณ์แนวโน้มการติดโควิด 19 ในประเทศไทย และผลจากการล็อกดาวน์  นพ.เกียรติภูมิ  วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ถ้าเปรียบเทียบอัตราป่วยต่อประชากร 1 ล้านคน พบว่า สหรัฐฯ ติดเชื้อ 1 แสนกว่าคนต่อประชากรล้านคน , อังกฤษ 8 หมื่นคนต่อล้านคน , มาเลเซียติดเชื้อ 3.4 หมื่นคนต่อประชากรล้านคน , อินเดีย 2.2 หมื่นคนต่อประชากรล้านคน , อินโดนีเซีย 1.2 หมื่นคนต่อประชากรล้านคน และไทย 9,048 คนต่อประชากรล้านคน สำหรับอัตราการเสียชีวิต พบว่าอังกฤษ1,900 คนต่อล้านคน  สหรัฐอเมริกา 1,889 คนต่อล้านคน  อินโดนีเซีย 346 คนต่อล้านคน  อินเดีย 305 คนต่อล้านคน  มาเลเซีย 280 คนต่อล้านคน และไทย 74 คนต่อล้านคน

     นพ.เกียรติภูมิ กล่าวอีกว่า จากการคาดการณ์การติดเชื้อและเสียชีวิตหลังดำเนินการล็อกดาวน์ พบว่าตัวเลขสถานการณ์จริงทั้งการติดเชื้อและเสียชีวิตใกล้เคียงตัวเลขคาดการณ์ว่าประสิทธิภาพการล็อกดาวน์อยู่ที่ 20%  ซึ่งหากเพิ่มประสิทธิภาพการล็อกดาวน์เป็น 25% ร่วมกับการฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ จะทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดลงค่อนข้างมาก ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอีกแค่ 5% ก็จะมีผลอย่างมาก จึงต้องร่วมกันควบคุมการติดเชื้อ ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันทำให้ประสิทธิภาพล็อกดาวน์ถึง 25% ทั้งเรื่องของงดการเดินทาง ลดการไปพบปะ การดูแลตนเองที่ต้องทำเข้มขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตจะลดลงรวดเร็วเช่นกัน

     "ศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การติดเชื้อในสหรัฐอเมริกาก็เป็นสายพันธุ์เดลตา โดยเก็บข้อมูลในผู้ป่วย 469 ราย พบว่า 74% เป็นผู้ติดเชื้อที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว โดยพบว่า 90% เป็นสายพันธุ์เดลตา ซึ่งสามารถผลิตไวรัสเมื่อเข้าไปในร่างกายคนได้ใกล้เคียงกัน ทั้งคนที่ฉีดและไม่ฉีดวัคซีน ดังนั้น การป้องกันตนเอง รักษาระยะห่าง ใส่หน้ากาก และล้างมือบ่อย เป็นวิธีการที่ดีที่สุด" นพ.เกียรติภูมิกล่าว

    นพ.เกียรติภูมิ กล่าวอีกว่า  สถานการณ์เตียงขณะนี้เต็มเกือบทั้งหมดแล้ว ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งทั่วประเทศมีการขยายเตียงดูแลโควิดถึง 185,417 เตียง เป็นต่างจังหวัด 143,758 เตียง และ กทม. 41,659 เตียง มีการครองเตียงแล้ว 70-80% โดย กทม.สูงเกือบ 90% เตียงทุกระดับมีการครองเตียง 80% ขึ้นไปทั้งสิ้น  จึงต้องอาศัยการดูแลที่บ้านและชุมชน เพื่อเชื่อมต่อระบบบริการไปดูแลที่บ้านได้ในคนอาการน้อย ถ้าอาการมากขึ้นก็เข้าระบบ รพ. สำหรับการฉีดวัคซีนขณะนี้สะสม 17,866,526 โดส ถือว่าฉีดได้ค่อนข้างดี พยายามฉีดเพื่อลดอัตราป่วยหนักและตาย โดยพบคนเสียชีวิตจากรายงาน 75-80% เป็นสูงอายุและมีโรคเรื้อรัง จึงฉีดในกลุ่มนี้เพื่อลดอัตราป่วยหนักและเสียชีวิตต่อไป

    "ทุกมาตรการที่รัฐบาลออกไปเป็นการขอความร่วมมือ ยังไม่ได้ใช้มาตรการทางกฎหมาย คนไทยต้องแสดงให้เห็นว่าภาวะวิกฤต ความร่วมมือมีค่ามากที่สุดในการลดการติดเชื้อ ขอให้กลับไปนึกถึงตอน เม.ย.ปีที่แล้ว อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อทุกคนไม่ติดโรค ไม่แพร่กระจายโรคต่อ จึงขอความร่วมมืออีก 2 สัปดาห์ หลังล็อกดาวน์จาก 13 จังหวัดเป็น 29 จังหวัด ให้ทำงานที่บ้านให้มาก 100 %หรือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่รวมกลุ่ม ไม่ทานอาหารร่วมกัน สวมหน้าหาก เว้นระยะห่างและล้างมือ  ถ้าสามารถประสิทธิภาพของการล็อกดาวน์เพิ่มอีก 5%ให้เป็น 25 % ลักษณะการติดเชื้อ การป่วยหนัก และเสียชีวิตจะลงมาในระดับควบคุมได้ต่อไป ขอให้อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อเราทุกคน  ซึ่งจากการพยากรณ์คาดว่ากทม.การติดเชื้อจะค่อยๆทรงตัวและลดลงใน 2-4 สัปดาห์ แล้วต่างจังหวัดจะตามมาต่อไป  " นพ.เกียรติภูมิกล่าว

    

    

ด้านนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การปรับมาตรการให้เข้มข้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโควิด 19 นั้น ศบค.ประกาศเริ่มตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 3 ส.ค. 2564 โดยเพิ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จาก 13 จังหวัดเป็น 29 จังหวัด , พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 37 จังหวัดหรือประมาณครึ่งประเทศ และพื้นที่ควบคุม (สีเหลือง) 11 จังหวัด โดยแต่ละพื้นที่มีการยกระดับมาตรการ คือ พื้นที่สีแดงเข้มขอให้เลี่ยงหรืองดเว้นการเดินทางออกนอกเคหสถานนอกที่พักโดยไม่จำเป็น และห้ามออกจากเคหสถานเวลา 21.00 - 04.00 น. วันรุ่งขึ้น หากทำได้พร้อมเพียงกันก็ลดโอกาสแพร่เชื้อในพื้นที่สาธารณะที่มีการพบกันของผู้คน  งดการให้บริการขนส่งข้ามเขตจังหวัด และตั้งด่านสกัดระหว่างจังหวัด เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อข้ามพื้นที่ โดยต้องอาศัยความร่วมมือประชาชนด้วย ห้ามจัดกิจกรรมรวมกันมากกว่า 5 คน เพราะโอกาสแพร่เชื้อโควิด 19 สายพันธุ์เดลตาเร็วขึ้น ติดง่ายขึ้น ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ สายพันธุ์เดลตา 1 คนติดได้ 8 คน  จากสายพันธุ์ดั้งเดิมติดได้แค่ 3 คน ถือว่าเชื้อไวรัสเก่งขึ้น 3 เท่า

    นอกจากนี้ ต้องเข้มงวดลดโอกาสแพร่เชื้อ คือ ต้องไม่รวมตัวกัน ลดเสี่ยงด้วยการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือ ทำอย่างเข้มข้นในช่วงนี้ ส่วนร้านอาหารห้ามบริโภคที่ร้าน ซื้อกลับบ้านไม่เกิน 20.00 น. และงดจำหน่ายสุราในร้าน ห้างสรรพสินค้าเพิ่มความเข้มข้นโดยร้านอาหารในห้างงดการจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป แต่ให้สั่งผ่านดิลิเวอรีได้ จะได้ลดจำนวนคนไปรอหน้าร้าน ส่วนร้านยา เวชภัณฑ์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เปิดได้ไม่เกิน 20.00 น. ร้านเสริมสวย ร้านนวด สถานเสริมความงาม โรงเรียน การเล่นกีฬาปิดทั้งหมด

 

“ข้อมูลจากการติดตามการเคลื่อนย้ายรถและการเดินเท้า หลังประกาศลดการเดินทางตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่แล้วพบว่ามีแนวโน้มลดลง แต่ยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งกทม.และชลบุรีสามารถลดลงได้กว่า 80  % ส่วนปีนี้ทำได้เพียง 60-70 % ต้องขอความร่วมมือเพื่อให้ความเสี่ยงลดลง  ถ้าลดการเดินทาง เชื้อโรคก็ลดโอกาสแพร่เชื้อ”นพ.โสภณกล่าว

เมื่อถามถึงคาดการผลลัพธ์ของการล็อกดาวน์ 29 จังหวัด  นพ.โสภณ กล่าวว่า ระยะเวลาจากนี้ต้องร่วมมือกันทำให้การแพร่เชื้อน้อยลงมากที่สุด อยากให้ประชาชนวางแผนให้ดี ออกจากบ้านน้อยที่สุด คนทำงานออฟฟิศหน่วยงานรัฐและเอกชนให้ทำงานที่บ้าน 100% หรือมากที่สุดเท่าที่ทำได้ ส่วนคนที่ไม่ได้ทำงานออฟฟิศวางแผนการเดินทางให้น้อยที่สุด เช่น การไปตลาดจากสัปดาห์ละหลายครั้งเหลือครั้งเดียว โดยวางแผนการซื้ออาหารต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อเจอผู้คนน้อยลง และไม่มีผลกระทบเรื่องการอุปโภคบริโภค กิจกรรมที่ทำทางออนไลน์ได้ให้ทำ เมื่ออยู่บ้านเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกัน  บ้านที่มีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังในบ้าน ไม่อยากให้เสี่ยงจากคนที่ออกจากบ้าน โดยผู้ที่ออกจากบ้านต้องป้องกันตนเอง สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง กลับมาก็ต้องทำเพราะไม่แน่ใจว่าติดเชื้อมาหรือไม่ ตอนนี้เป็นเวลาทองใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า ถ้าร่วมมือเต็มที่ ถ้ายุติชะลอการแพร่ระบาดได้ก็จะปลอดภัยกันทั้งสังคม