background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

รวมทุกเรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับ ‘Pfizer’ วัคซีนตัวที่3 ที่รัฐจัดหา

รวมทุกเรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับ  ‘Pfizer’ วัคซีนตัวที่3 ที่รัฐจัดหา

การรอคอยใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว สำหรับใครที่กำลังรอวัคซีนโควิด 19 ‘Pfizer’ อีกหนึ่งยี่ห้อ 'วัคซีนที่กำลังจะเข้าไทยภายในปีนี้

หลังจากที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ลงนามในสัญญาเทอมชีท (Term Sheet) กับวัคซีน ‘Pfizer’ (ไฟเซอร์)  โดยมีการทำบันทึกความตกลงจะซื้อจะขาย ซึ่งจะมีเวลา 1 เดือน ในการตกลงเงื่อนไขและราคา เบื้องต้นจำนวน 20 ล้านโดส ส่งมอบภายในปีนี้

บริษัท ไฟเซอร์ มีหลายร้อยประเทศทั่วโลกได้ฉีดไปแล้ว เรียกได้ว่าเป็น 1ใน วัคซีนโควิด 19ที่หลายๆ คนทั่วโลกกำลังรอคอยรวมถึงคนไทย วันนี้ กรุงเทพธุรกิจจะชวนผู้อ่านไปทำความรู้จักกับวัคซีน ‘Pfizer’

  • วัคซีนโควิด ‘Pfizer’ คืออะไร?   

วัคซีนโควิด ‘Pfizer’ มีชื่อทางการว่า BNT162b2 เป็นวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ชนิด mRNA ที่คิดค้นโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) ร่วมกับบริษัทสัญชาติเยอรมันชื่อไอโบเอ็นเท็ค (BioNTech) โดยวัคซีนชนิดนี้ เป็นการสังเคราะห์สารพันธุกรรมเลียนแบบเชื้อไวรัสขึ้นมา ดังนั้น ในวัคซีนจึงไม่ได้มีอนุภาคของเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียที่ตายแล้วอยู่ภายใน

162333756266

เมื่อ mRNA ถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (Spike protein) เหมือนกับโคโรนาไวรัส ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการติดเชื้อจนเป็น โควิด 19เมื่อร่างกายเห็นโปรตีนส่วนหนามของไวรัสแล้ว จึงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันไว้สำหรับป้องกันไวรัสจริงๆ ที่จะเข้ามาได้

วัคซีน‘Pfizer’ ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (Food and Drug Administration: FDA) เพื่อป้องกันโรคโควิด 19 สำหรับผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป

วัคซีน  ‘Pfizer’ เป็นวัคซีนโควิด 19’ บริษัทแรกที่ประสบความสำเร็จในการทดลองเฟสสาม โดยบริษัทได้ประกาศว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพมากกว่า 90% เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2563 และต่อมาได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินจากคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2563 ให้ใช้ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป

  • วัคซีน ‘Pfizer’ มีประสิทธิภาพอย่างไร?

วารสารทางการแพทย์ The New England Journal of Medicine ในเดือนธันวาคม 2563 ทดลองในอาสาสมัคร 43,548 คน อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป แบ่งครึ่งหนึ่งได้รับวัคซีน อีกครึ่งหนึ่งได้รับยาหลอก พบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการได้ 95%

ต่อมาวันที่ 22 เม.ย.2564 ผู้วิจัยได้รายงานตัวเลขใหม่คือ 94.8% และแก้ไขประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มแรกเป็น 92.6% จากเดิม 52.4% เนื่องจากตัวเลขเดิมวิเคราะห์รวมช่วง 2 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนด้วย ซึ่งร่างกายยังไม่ทันสร้างภูมิคุ้มกัน ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับของวัคซีน Moderna ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด mRNA เหมือนกันคือ 92.1%

162333757811

นอกจากนี้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) กำหนดให้วัคซีน‘Pfizer’มีประสิทธิภาพสูงถึง 100% ในการป้องกันความรุนแรงของโรคที่เกิดจากโควิด 19

ในขณะที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (Food and Drug Administration: FDA) กำหนดให้ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงที่เกิดจากโรคโควิด 19 ไว้ที่ 95.3%

วัคซีน‘Pfizer’  ยังมีผลการทดลองเฟส 3/4 ที่น่าสนใจอีก 2 การทดลองคือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ในสหราชอาณาจักรระหว่างเดือนธันวาคม 2563 ถึงมกราคม 2564 พบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการหลังฉีดเข็มแรกประมาณ 75%

การทดลองในอิสราเอล ซึ่งเป็นการฉีดวัคซีนให้กับประชากรจำนวนมาก พบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ 92%  ป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการ 94%  และป้องกันอาการรุนแรง 92%

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของวัคซีนวัดจากการทดลองทางคลินิก ซึ่งอาจมีการควบคุมกลุ่มทดลอง แต่ในการนำมาใช้กับประชากรจริง ประสิทธิภาพมีโอกาสที่จะต่ำกว่าผลที่สรุปในการทดลองเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น การกลายพันธุ์ของไวรัสใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้ในการทดลอง

  • วัคซีน‘Pfizer’ ป้องกันโควิดสายพันธุ์ใหม่ได้หรือไม่”

เว็บไซต์ของ ‘Pfizer’ เผยว่าวัคซีน‘Pfizer’ มีประสิทธิภาพ 100% ในการป้องกันโควิดในแอฟริกาใต้ สถานที่ซึ่งพบสายพันธุ์ B.1.351 เป็นครั้งแรก  นอกจากนี้ การศึกษาอื่นพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน‘Pfizer’ ครบ 2 เข็ม มีโอกาสติดเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร หรือ B.1.1.7 น้อยลง 90%

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาในห้องทดลอง โดยนำน้ำเหลืองของผู้ที่ได้รับวัคซีนมาทดสอบกับไวรัสที่กลายพันธุ์พบว่ามีประสิทธิภาพลดลง 2.0, 6.5 และ 6.7 เท่าต่อสายพันธุ์อังกฤษ (B.1.1.7), สายพันธุ์แอฟริกาใต้ (B.1.351) และสายพันธุ์บราซิล (P.1) ตามลำดับ  ฉะนั้น ข้อมูลที่มีอยู่ยังคงต้องการการสังเกตและพัฒนาในระยะยาวต่อไป

162333759430

  • วัคซีน ‘Pfizer’ ฉีดอย่างไร?

วัคซีน‘Pfizer’ ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 21-28 วัน ใช้วิธีการฉีดเข้ากล้ามเนื้อแขนด้านบน ภูมิคุ้มกันจะเริ่มเกิดหลังจากฉีดวัคซีน‘Pfizer’ ไปแล้ว 12 วัน แต่ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่หลังจากฉีดครบ 2 เข็ม

สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วมีอาการแพ้รุนแรงไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิด mRNA ในเข็มที่สอง (วัคซีนไม่มีส่วนประกอบของไข่หรือลาเท็กซ์ แต่มีโพลีเอทิลีนไกลคอล ซึ่งเป็นตัวทำละลายในยาหรือเครื่องสำอาง)

  • ‘Pfizer’ มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

ผลการทดลองในเฟสสาม พบว่าวัคซีน ‘Pfizer’ มีความปลอดภัย ส่วนใหญ่เป็นผลข้างเคียงไม่รุนแรง กลุ่มอายุน้อย (16-55 ปี) พบผลข้างเคียงได้มากกว่ากลุ่มอายุมากกว่า 55 ปี เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด 83% พบในกลุ่มอายุน้อย 71% พบในกลุ่มอายุมากกว่า 55 ปี (83% ต่อ 71%) ไม่ค่อยพบอาการบวม/แดงบริเวณที่ฉีด อาการอื่นๆ เช่น อ่อนเพลีย (47% ต่อ 34%) ปวดศีรษะ (42% ต่อ 25%) หนาวสั่น (14% ต่อ 6%)

ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงพบ 4 ราย ได้แก่ หัวไหล่บาดเจ็บจากการฉีดวัคซีน ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ขวาโต หัวใจเต้นผิดจังหวะชั่วคราว และชาขาข้างขวา แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

ขณะที่ภายหลังจากสหรัฐอเมริกาเริ่มฉีดวัคซีนในประชากรจำนวนมาก พบอัตราการแพ้วัคซีนรุนแรง 4.5 รายต่อ 1 ล้านโดสใน 1 เดือนแรก จนถึงขณะนี้วัคซีนถูกฉีดไปแล้วมากกว่า 150 ล้านโดส

162333761574

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ เมื่อวันที่ 21 เม.ย.มีรายงานผลการติดตามการฉีดวัคซีนเบื้องต้นพบว่า 86.1% ตั้งครรภ์จนคลอดเป็นทารก (ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนในไตรมาสที่ 3) ในจำนวนนี้คลอดก่อนกำหนด 9.4% ส่วนอัตราการแท้งไม่แตกต่างจากช่วงก่อนที่จะมีการระบาด คณะกรรมการที่รับผิดชอบด้านวัคซีนจึงแนะนำให้เข้ารับการฉีดวัคซีนเหมือนคนทั่วไป

ผลข้างเคียงที่พบได้ยาก อาจมีดังนี้ เป็นลม เวียนศีรษะ การมองเห็นผิดปกติ รู้สึกชาตามร่างกาย หากมีอาการดังที่กล่าวมานี้หลังจากฉีดวัคซีนไฟเซอร์ควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที นอกจากนี้การหาที่นั่งพัก หรือนอนราบอาจช่วยให้อาการบรรเทาลงได้

  • เช็ค! อาการแพ้วัคซีน‘Pfizer’มีอะไรบ้าง

อาการแพ้วัคซีน ‘Pfizer’ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือแพทย์ทันที อาจมีดังนี้  มีผื่นขึ้นตามตัว มีอาการคัน บวม ตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะใบหน้า ลิ้น และลำคอ เวียนศีรษะมาก หายใจลำบาก

อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวอาจไม่ใช่อาการทั้งหมดที่มีโอกาสเกิดได้ หากคุณมีอาการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากด้านบน ควรติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์ทันที

1623337648100

  • วัคซีน‘Pfizer’ เหมาะ- ไม่เหมาะกับใคร?

วัคซีน‘Pfizer’ เหมาะกับผู้อยู่ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน
  • ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุข และมีโอกาสสัมผัสรับเชื้อมากกว่าคนอื่น
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่อาจส่งผลให้อาการรุนแรงหากติดเชื้อโควิด 19 เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหอบหืด โรคปอด โรคตับ โรคไต และโรคติดเชื้อเรื้อรังอื่นๆ
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ควรได้รับวัคซีนหลังจากปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลแล้วเท่านั้น
  • ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV เพราะมีโอกาสเสี่ยงสูง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน
  • ผู้ที่เคยติดโควิด 19 มาแล้ว อาจรับวัคซีนไฟเซอร์หลังจากติดโควิด 19 มาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน
  • สตรีที่กำลังอยู่ระหว่างให้นมบุตร โดยเฉพาะหากเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านสาธารณสุข ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน
  • สตรีมีครรภ์ อาจควรรับวัคซีนหากแพทย์พิจารณาแล้วว่าประโยชน์ที่จะได้รับ มีมากกว่าความเสี่ยง เช่น สตรีมีครรภ์มีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงเมื่อติดโควิด

ทุกเงื่อนไขที่กล่าวมา ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ชำนาญการก่อนรับวัคซีน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมา ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับวัคซีนโควิดได้ที่บทความ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีนโควิด

ส่วน ‘Pfizer’ ไม่เหมาะกับผู้ที่มีเงื่อนไขต่อไปนี้ 

หากอยู่ในเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ไม่ควรรับวัคซีนไฟเซอร์ หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

  • ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปี เนื่องจากวัคซีนไฟเซอร์ทำการทดสอบกับผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป องค์การอนามัยโลกจึงยังไม่แนะนำให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีฉีดวัคซีนไฟเซอร์
  • ผู้ที่มีอาการแพ้ หรือโรคภูมิแพ้ทั้งแบบรุนแรง และไม่รุนแรง ต่อส่วนผสมของ mRNA ในวัคซีนโควิด-19 ไม่ควรรับวัคซีนชนิดนี้
  • ผู้ที่มีอาการแพ้โพลี เอธิลีน ไกคอล (Polyethylene glycol: PEG) และ พอลิซอร์เบต (Polysorbate) เป็นสารชนิดหนึ่งที่ใช้ในเครื่องสำอาง และยาบางชนิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: คร.ลงนามสัญญาจอง'วัคซีนไฟเซอร์'แล้ว 20 ล้านโดส ส่งมอบปี64

                     สิ่งที่ไทยต้องระวัง!! หลังฉีด 'วัคซีนโควิด-19' หมู่มาก

                     'ไบออนเทค-ไฟเซอร์'ขออนุมัติใช้วัคซีนโควิดในวัยรุ่น12-15 ปี

  • การนำ วัคซีน‘Pfizer’ มาใช้ในไทย

‘Pfizer’ ยังไม่ได้มีการนำเข้ามาในประเทศไทย แต่ผ่านการขึ้นทะเบียนและมีการลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้ว  นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า‘Pfizer’ ได้เข้ามานำเสนอข้อมูลผลการวิจัยในระยะต่างๆ รวมถึงผลการใช้จริงในต่างประเทศให้แก่สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และกรมควบคุมโรคเป็นระยะ ซึ่งเดิมวัคซีนของ‘Pfizer’ ต้องจัดเก็บในอุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส และเก็บใน2-8องศาฯได้เพียง 5 วัน ส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกกับประเทศไทยในการจัดเก็บและขนส่ง เนื่องจากมีสถานที่จัดเก็บในอุณหภูมิ -70 องศาฯจำนวนน้อย การจะนำวัคซีนมาใช้ในวงกว้างเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ต่อมามีผลการศึกษาเพิ่มเติมของบริษัทแสดงให้เห็นว่าการจัดเก็บและการขนส่งวัคซีนทำได้สะดวกขึ้นและมีข้อมูลสนับสนุนว่าวัคซีนสามารถใช้ได้ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปรวมทั้งเงื่อนไขที่บริษัทสามารถส่งวัคซีนให้ใช้ได้ภายในปี 2564 จึงมีการเจรจาต่อเนื่อง เพื่อจองซื้อ ‘Pfizer’ โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมประชากรในกลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐอเมริกา

162333773013

 "การจองซื้อวัคซีนไฟเซอร์ของประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ปิดช่องว่างฉีดให้กับเด็กกลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไปซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีแนวโน้มระบาดเป็นกลุ่ม เนื่องจากขณะนี้เป็นวัคซีนตัวเดียวที่มีผลการศึกษาในกลุ่มอายุดังกล่าว ขณะที่ตัวอื่นมีข้อจำกัดให้ใช้ในอายุ 18 ปีขึ้นไป จึงเป็นประโยชน์ต่อประเทศทำให้มีการจองซื้อ และหากได้จำนวนมากก็จะฉีดให้กลุ่มประชากรอื่นด้วย"นพ.นครกล่าว

  • ‘Pfizer’พิสูจน์แล้วมีความปลอดภัยสูง

นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่ากล่าวอีกว่าหากดูจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละประเทศที่มีการใช้วัคซีน‘Pfizer’ ก็พบว่าประเทศเหล่านั้นไม่มีปัญหาในแง่ของการจัดการวัคซีนแต่อย่างใด ดังนั้นควรจะต้องจัดการให้ได้ และไม่มาเป็นอุปสรรคในการฉีดวัคซีนให้ประชาชน

อีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนกังวลคือวัคซีน‘Pfizer’เป็นวัคซีนชนิด mRNA ซึ่งอาจส่งผลต่อสารพันธุกรรมของมนุษย์  นพ.มานพ อธิบายว่า วัคซีนชนิด 162333781665

mRNA ผ่านการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยสูง mRNA เป็นสารพันธุกรรมจริง แต่มีความเสถียรสูง เป็นเหตุผลว่าทำไมวัคซีนชนิดนี้จึงต้องเก็บในห้องเย็นจัด เนื่องจากหากเจออุณหภูมิสูง mRNA จะสลายตัวได้ง่ายมาก

นพ.มานพ อธิบายต่อว่า ทันทีที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย mRNA จะทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียว เป็นต้นแบบของการผลิตโปรตีนที่เป็นสไปค์โปรตีนของเชื้อโควิด 19 หลังจากนั้นเมื่อผลิตโปรตีนเสร็จ mRNA จะสลายจนหมด โปรตีน โควิด 19 ก็จะทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ซึ่งกระบวนเหล่าเหล่านี้เป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง และอีกนัยหนึ่งถือว่าปลอดภัยกว่าวัคซีนของ AstraZeneca ด้วย

นอกจากนี้ หากดูข้อมูลการใช้วัคซีนจะพบว่า mRNA ได้รับการเลือกใช้มากที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ ไม่มีวัคซีนชนิดใดที่ถูกนำไปใช้งานกว้างขวาง และมีจำนวนการฉีดมากเท่า‘Pfizer’ในส่วนของข้อมูลประสิทธิภาพความปลอดภัยก็ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เคสของประเทศอิสราเอล ที่มีการฉีดวัคซีนจนสามารถสร้างภูมิคุ้มหมู่สำเร็จ ซึ่งนี่ถือเป็นข้อมูลที่ดีที่สุด ดีกว่าผลการศึกษาเฟส 3 ใดๆ ที่เคยมีมา

วัคซีนของPfizerกลายมาเป็นความหวังใหม่ของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวัคซีนหลัก 2 ชนิดที่ไทยมีอยู่ ณ ตอนนี้ กำลังเผชิญกับการตั้งคำถามถึงความปลอดภัยทั้งกรณีการเกิดลิ่มเลือดในผู้ฉีด AstraZeneca และล่าสุด มีรายงานว่าพบผู้ฉีดวัคซีน Sinovac จำนวน 6 คนมีอาการอัมพฤกษ์ ซึ่งอยู่ในระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีนหรือไม่

นพ.มานพ ยืนยันว่า ผลข้างเคียงใดๆ สามารถเกิดขึ้นได้ อยู่ที่ระดับความรุนแรงของอาการ เนื่องจากการใช้วัคซีนในสนามจริงกับการทดลองเฟสต่างๆ นั้นมีขนาดและปริมาณการใช้งานแตกต่างกันมาก ดังนั้นยิ่งมีการใช้ 'วัคซีนเยอะเท่าไหร่ ก็มีโอกาสพบอาการข้างเคียงมากขึ้นเช่นกัน

162333784448

  •  วัคซีน ‘Pfizer’ ราคาเท่าใด? มีกี่ประเทศฉีด

วัคซีน ‘Pfizer’ ราคาโดสละ 19.5 ดอลลาร์ แพงกว่าวัคซีน AstraZeneca (2-5 ดอลลาร์) แต่วัคซีน ‘Pfizer’ อาจต้องลงทุนเพิ่มในส่วนของการเก็บรักษาและการขนส่งเนื่องจากต้องเก็บในตู้แช่แข็ง -80 ถึง -60 องศาเซลเซียส แต่ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (US CDC) สามารถเก็บในอุณหภูมิ -25 ถึง -15 องศาเซลเซียสได้ถึง 2 สัปดาห์

ส่วนตู้เย็นปกติอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้ 120 ชั่วโมง (5 วัน) แต่ไม่สามารถนำกลับมาแช่แข็งได้อีก ในขณะที่อุณหภูมิห้อง 2-25 องศาเซลเซียส เก็บไว้ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง

ขณะนี้วัคซีนได้รับอนุมัติให้ใช้ใน 48 ประเทศ รวมถึงประเทศในอาเซียน ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ นอกจากนี้วัคซีน‘Pfizer’ ยังอยู่ในโครงการ COVAX ซึ่งมีแผนกระจายวัคซีน 14 ล้านโดสให้กับ 47 ประเทศภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยเฉพาะบราซิล โคลอมเบีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ และยูเครน

อย่างไรก็ตาม ต่อให้มีการ 'ฉีดวัคซีนโควิด 19' แล้ว ทุกคนก็ควรปฎิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขต่อไป  ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า เว้นระยะห่างจากบุคคลอื่น ล้างมือบ่อยๆ  หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนเยอะ หากจำเป็นต้องเข้าสถานที่ที่มีผู้อื่น ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ