วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คิดนอกกรอบการเมือง จูงใจประชาชนฉีดวัคซีน

ที่ผ่านมานายกฯ ผลักดันให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นเรื่องจำเป็นในการยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่เพียงแต่การสร้างการรับรู้เท่านั้น ภาครัฐควรสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ประชาชนมาฉีด ซึ่งต้องก้าวข้ามปัจจัยทางการเมืองที่เคยเป็นข้อจำกัดในเรื่องนี้

ถึงแม้การจองคิวฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 16 พ.ค.2564 มีผู้จองการฉีดวัคซีนผ่านระบบหมอพร้อม 5.74 ล้านราย แบ่งเป็นการจองคิวการฉีดวัคซีนในกรุงเทพฯ 688,723 คน และต่างจังหวัด 5.05 ล้านคน จากเป้าหมาย 16 ล้านคน ที่ฉีดให้กับคนกลุ่มแรก คือ ผู้สูงอายุ 11.7 ล้านราย และกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 4.3 ล้านคน ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ของประชากรกลุ่มแรกที่ภาครัฐกำหนดให้เป็นผู้ได้รับวัคซีน ในขณะที่เหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองการฉีดวัคซีนได้ 

หากพิจารณายอดการฉีดวัคซีนนับตั้งแต่มีการฉีดในประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2564 ถึงวันที่ 14 พ.ค.2564 มีผู้ฉีดวัคซีนรวม 2.21 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ฉีดวัคซีนเข็มแรกจำนวน 1.44 ล้านราย และผู้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 772,992 ราย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของจำนวนประชากรรวมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ถือว่าอยู่ในระดับที่ห่างไกลเป้าหมายพอสมควร ในขณะที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสูงมากจนประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเกิน 1 แสนคน และขึ้นมาอยู่ในอันดับ 92 ของโลก 

ที่ผ่านมามีหลายข้อเสนอที่จะช่วยสนับสนุนภาครัฐในการฉีดวัคซีนจนเกิดเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยเฉพาะการเข้ามามีส่วนร่วมของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ร่วมในการฉีดวัคซีน โดยสนับสนุนสถานที่ฉีดวัคซีนนำร่องในกรุงเทพฯ ซึ่งได้มีการเริ่มทดลองเปิดบริการแล้วในบางพื้นที่สำหรับฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่มีความจำเป็นในลำดับต้น ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีและคาดว่าเมื่อเริ่มฉีดให้ประชาชนในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ติดมีโรคประจำตัวจะได้รับการตอบรับที่ดี

ในขณะที่การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องจำเป็นของการยุติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้จึงทำให้มีข้อเสนอของภาคเอกชนในการจัดมาตรการสนับสนุนหรือมาตรการจูงใจให้ประชาชนมาฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การสื่อสารกับประชาชนในลักษณะ “ซิงเกิล แมสเสจ” เพื่อให้ข้อมูลการฉีดวัคซีนในทิศทางเดียวกัน และสร้างการรับรู้การทำความเข้าใจให้กับประชาชนเพิ่มมากขึ้น โดยการสื่อผ่านหลายช่องทางรวมถึงผ่านออนไลน์

นอกจากการสร้างการรับรู้แล้วยังอาจต้องมีแรงจูงใจเพื่อให้ประชาชนมาฉีด ซึ่งทำให้มีข้อเสนอของภาคเอกชนที่ให้นายจ้างจ่ายเงินเพิ่มเติมหรือการเพิ่มโบนัสให้กับพนักงานที่ฉีดวัคซีน และต้องยอมรับว่ามีบางธุรกิจหรือบางกิจการที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย เช่น อุตสาหกรรมอาหาร จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องในหลายมิติเพื่อให้ประชาชนออกมาฉีดมากขึ้น และต้องก้าวข้ามปัจจัยทางการเมืองที่เคยเป็นเงื่อนไขทำให้การบริหารวัคซีนมีข้อจำกัดในช่วงที่ผ่านมา