วิจัยแบบจำลองสถานการณ์ แก้โควิดเชิงระบบ

วิจัยแบบจำลองสถานการณ์ แก้โควิดเชิงระบบ

เปิดงานวิจัยแบบจำลองสถานการณ์แก้โควิดเชิงระบบ ที่เป็นการต่อยอดจากแบบจำลองทางระบาดวิทยาของกรมควบคุมโรค รวมทั้งเชื่อมโยงกับข้อมูลต่างๆ เพื่อคาดการณ์ด้านระบาดวิทยาไปวางแผนควบคุมโรค ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล “สังเคราะห์ข้อเสนอเพื่อสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการวางแผนการปรับตัวในภาวะวิกฤติของระบบสุขภาพของประเทศไทย โดยการประยุกต์ใช้แบบจำลองสถานการณ์พลวัตระบบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019”

ต่อยอดจากแบบจำลองทางระบาดวิทยาของกรมควบคุมโรค รวมทั้งเชื่อมโยงกับข้อมูลต่างๆ เพื่อคาดการณ์ด้านระบาดวิทยาไปวางแผนควบคุมโรค ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

งานวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลทางระบาดวิทยาในประเทศไทย ตลอดจนข้อมูลความสามารถในการรองรับผู้ติดเชื้อในระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ต่างๆ ร่วมกับการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ทั้งนี้ ผลวิจัยได้นำเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข และบางส่วนได้นำไปเป็นนโยบายดำเนินการแล้ว

ตัวอย่างจากแบบจำลองสถานการณ์ในกรณีที่ทำการแยกโรคที่บ้าน ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ แสดงให้เห็นว่าหากผู้ถูกแยกโรคที่บ้าน 10-15% ปฏิบัติตนไม่ได้ตามมาตรฐานและยังแพร่เชื้อในชุมชน จะทำให้ในระยะยาวการทำการแยกโรคที่บ้านอาจสร้างความต้องการเตียงเพิ่มขึ้นมากกว่ากรณีไม่ทำการแยกโรคที่บ้าน ดังนั้น การทำการแยกโรคที่บ้านไม่สามารถทำได้กับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการทุกกลุ่ม และควรมีการประเมินจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก่อนว่าแต่ละบ้านมีความพร้อมหรือไม่ ถ้ายังไม่พร้อมต้องรีบจัดการให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการให้เร็วที่สุด 

ทั้งนี้ หากผู้กำหนดนโยบายพิจารณาใช้นโยบายการทำการแยกโรคที่บ้าน ควรมี “เกณฑ์คัดเลือก” และเกณฑ์ปฏิบัติตามมาตรฐานส่วนกลาง เช่น หลีกเลี่ยงการแยกโรคที่บ้านถ้าคนในครอบครัวมีกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และอาจมีการพิจารณาให้วัคซีนแก่ครอบครัวของผู้ถูกแยกกักโรคที่บ้าน แม้ว่าระยะเวลาที่ฉีดวัคซีนให้อาจไม่ทันสร้างภูมิคุ้มกันให้ครอบครัว แต่อาจช่วยการป้องกันการติดเชื้อในชุมชน และช่วยเพิ่ม Vaccine Coverage ในประชากรกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงได้ เป็นต้น

การประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงระบบ เป็นวิธีการหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาที่นโยบายต้องนำไปพิจารณา เพราะหากขาดสิ่งนี้วงจรของความขาดแคลนอาจเกิดขึ้นได้กับประเทศ คือ พอเตียงเริ่มเต็ม ทั้งเตียงธรรมดาหรือไอซียู ทำให้ผู้ป่วยต้องรอเข้ารับการรักษาเป็นเวลานาน ที่เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้วในรายที่รอนานจนเสียชีวิตที่บ้าน หรือบางคนที่รอนานจนอาการหนัก ทำให้เมื่อเข้าโรงพยาบาลจึงใช้เวลาในการครองเตียงนาน ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ ถ้าจะหลุดจากวงจรนี้ ต้องทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงระบบบริการได้อย่างรวดเร็ว 

 ส่วนความต้องการเตียงสำหรับการรักษาและควบคุมโรคเพิ่มเติมในระยะ 30-45 วันข้างหน้า จากการคาดการณ์พบว่า จำนวนเตียงที่เตรียมไว้จำนวน 32,037 เตียง (ข้อมูล 19 เม.ย.2564) น่าจะ “เพียงพอ” ต่อการรองรับผู้ติดเชื้อในช่วงสูงสุดประมาณต้นเดือน พ.ค. แต่ปัญหาเฉพาะหน้าสำคัญตอนนี้คือจำนวนไอซียูอาจมี “ไม่เพียงพอ” โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยวิกฤติที่ครองเตียงไอซียูเฉลี่ยมากกว่า 21 วัน จึงควรมีการสำรองไอซียูทั้งประเทศ รวมทั้งห้องแยกโรคติดเชื้อแรงดันลบในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ให้ได้ประมาณ 1,900 ยูนิต หรือควรมีเพิ่มเติมอีก 1-1.2 เท่าของจำนวนไอซียูที่กำลังถูกใช้งานในปัจจุบัน (ประมาณ 800 ยูนิต)

นอกจากการทำแบบจำลองสถานการณ์ในระดับประเทศ แต่ขณะนี้กำลังมีการพัฒนาโมเดลระดับพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งมีปัญหาเตียงผู้ป่วยเต็มเร็ว หรือในกรณีต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต การพัฒนาแบบจำลองอาจเข้ามาช่วยตอบโจทย์การเปิดเมืองได้ระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องวัคซีนพาสปอร์ต การคาดการณ์โรคเพื่อการบริหารจัดการทีมสอบสวนโรคในการติดตามและควบคุมการแพร่ระบาดได้ รวมทั้งในระยะถัดไปมีการวางแผนที่จะทำแบบจำลองสถานการณ์เรื่องวัคซีนนอกเหนือจากมาตรการควบคุมโรคด้วย