‘พ.ร.บ.ข้าว’ ของขวัญที่ชาวนาไม่อยากได้

‘พ.ร.บ.ข้าว’  ของขวัญที่ชาวนาไม่อยากได้

พ.ร.บ.ข้าว ยังไม่ผ่านเป็นกฎหมายก็สร้างความสับสนให้ชาวนา...ต่อไปการพัฒนาพันธุ์ข้าวจะไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน อำนาจหลายเรื่องเกี่ยวกับข้าวเปลี่ยนจากกรมวิชาการเกษตรมาอยู่ที่กรมการข้าว....ลองทำความเข้าใจเรื่องนี้

 

หากมีคนบอกว่า ชาวนายุคใหม่เป็นแค่ผู้จัดการนา จ้างทุกอย่างในผืนนา  ไม่ต้องใช้ความรู้และไม่สนใจการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว 

อาจไม่ถูกต้องเต็มร้อย... 

      แม้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา วิถีชาวนาจะเปลี่ยนไป แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นชาวนารุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และพยายามพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง เพิ่มมูลค่าในการส่งออก รวมถึงมีความพยายามผลิตข้าวอินทรีย์ แม้พื้นที่ปลูกไม่มาก เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวโดยใช้สารเคมี แต่ราคาข้าวอินทรีย์ก็สูงกว่าข้าวปกติ 1.5-2 เท่า และเป็นที่ต้องการของตลาดสหภาพยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ

ปัจจุบันพบว่าข้าวหอมมะลิไทย ไม่ใช่ข้าวที่ดีที่สุดในโลก และไม่ได้ขายเป็นอันดับหนึ่งของโลกแล้ว เมื่อปีที่แล้วการประชุม TRT World Rice 2018 ที่เวียดนามข้าวหอม มาลี อังกอร์ของกัมพูชา ครองแชมป์ ข้าวดีที่สุดในโลก (ปี 2018 )ทั้งๆ ที่เคยเป็นอันดับ 2 รองจากข้าวหอมมะลิไทยติดต่อกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนข้าวเกรดพรีเมียม ที่ครองอันดับ 2 ในปี 2018 คือ ข้าวหอมของเวียดนาม ตามด้วยข้าวหอมมะลิของไทย และข้าวหอมอิตาลี

ถ้าอย่างนั้น ร่างพ.ร.บ.ข้าวที่ผ่านวาระ1 สู่วาระ 2 และวาระ3 จะทำให้วิถีชาวนาดีขึ้นจริงไหม... 

ล่าสุดมีเสียงคัดค้านจากนักวิชาการ วงการค้าข้าวและชาวนาในหลายมาตราของร่างพ.ร.บ.ข้าว ทั้งๆ ที่รัฐบาลตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้เป็นของขวัญชาวนา แต่ชาวนาและผู้ค้าข้าว ไม่อยากรับของขวัญชิ้นนี้ พวกเขามองว่า มีผลเสียมากกว่าผลดี และยังสร้างปัญหาในการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าข้าวไทย

 

-1-

ว่ากันว่าอาชีพชาวนา เสี่ยงขาดทุนสูง มีหนี้สินเยอะ และคนรุ่นใหม่ไม่มีแรงจูงใจในการทำนา จึงควรมีกฎหมายเพื่อพัฒนาส่งเสริมอาชีพชาวนาให้มั่นคงยั่งยืน และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มาประกอบอาชีพทำนา แต่ถ้ากฎหมายเน้นการควบคุมและลงโทษ ธุรกิจค้าข้าวตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ก็จะไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ดี  

“ตัวบทกฎหมายร่างพ.ร.บ.ข้าว ไม่มีมาตราใดระบุโทษชาวนาทั้งสิ้น มีเพียงควบคุมผู้ค้าไม่ให้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ปลอมปนเท่านั้น” กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว กล่าว 

ส่วนประเด็นที่ถูกถกเถียงมากที่สุด คือ เรื่องการปิดกั้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ในร่างพ.ร.บ.ข้าว มาตรา27/1 วรรค 3 เรื่อง การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว จะจำหน่ายได้เฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่กรมการข้าวรับรองเท่าน้ั้น แม้จะมีข้อยกเว้นให้ชาวนาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่รับรองแก่ผู้รวบรวมพันธุ์ข้าว แต่ผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวไม่สามารถนำไปขายต่อได้ 

ส่วนมาตรา 33/2 กล่าวไว้ว่า การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้รับการรับรอง จะถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

"กรณีดังกล่าวหากผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวนำไปขายต่อก็ติดคุก และทันทีที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ การซื้อขายเมล็ดพันธุ์และข้าวเปลือกไรซ์เบอรี่จะผิดกฎหมายทันที เนื่องจากกรมการข้าวยังไม่ได้รับรองพันธุ์ข้าวไรซ์เบอรี่ มาตรา27/1จำกัดสิทธิเสรีภาพในการค้าขายของประชาชนอย่างร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นกรรมาธิการฯไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน จึงไม่เข้าใจเรื่องการพัฒนา

คุณภาพพันธุ์ข้าวไทย แต่เข้าใจผิดว่าพันธุ์ข้าวส่วนใหญ่ในตลาดไม่มีีคุณภาพ และหากจำกัดการค้าขายเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับรอง ชาวนาจะได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพไปปลูก" รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย แกนนำการเสวนา ร่างพ.ร.บ.ข้าว พ.ศ...ทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง กล่าวและว่า

"จุดมุ่งหมายพ.ร.บ.ชุดนี้ไม่ควรเป็นการกำกับควบคุม ซึ่งล้าสมัยแล้ว ถ้าทำอย่างนั้น พ.ร.บ.ข้าวจะเข้ามาปิดกั้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ และจะทำให้สูญเสียงบประมาณมหาศาลในการตรวจสอบ ผมมองว่า รัฐควรมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น”

หากพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาใช้ก่อนปีพ.ศ. 2500 คนไทยคงไม่มีพันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 ข้าวขาวตาแห้ง 17 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังหยด และข้าวทับทิมชุมแพ ไว้บริโภคอย่างแพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน เพราะที่ผ่านมาข้าวพันธุ์พื้นเมืองหลากหลายสายพันธุ์ปลูกและขยายพันธุ์ในกลุ่มเกษตรกรก่อนที่หน่วยงานราชการจะให้การรับรองพันธุ์  

ข้าวแต่ละสายพันธุ์จึงมีที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน มีทั้งการพัฒนาสายพันธุ์จากหน่วยงานรัฐและจากเกษตรกร

ศ.ดร.เบญจวรรณ ฤกษ์เกษม สาขาวิชาพืชไร่ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รายงานความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพข้าวไว้ว่า ระบบควบคุมคุณภาพแบบกระจายอำนาจ เกิดจากเกษตรกรที่ปลูกข้าวกินเอง  คัดพันธุ์ที่กินอร่อยเอาไว้ปลูก ไม่อร่อยตัดทิ้ง อาทิ กข.2 และกข.4 เกิดในช่วงแรกของปฏิวัติเขียว 

นอกจากนี้พ่อค้าข้าวและผู้ประกอบการโรงสี ยังคอยส่งสัญญาณให้เกษตรกรรู้ว่า ควรปลูกข้าวพันธุ์ไหน แหล่งพันธุ์ข้าวที่ดีและไม่ดีเป็นอย่างไร  เพราะเวลาสีข้าวจะเห็นคุณภาพของข้าว และสายพันธุ์สมัยใหม่ที่ทางราชการสนับสนุน บางพันธุ์ก็ได้รับความนิยม บางพันธุ์ก็หายไป ทั้งๆ ที่ให้ผลผลิตต่อไร่ดี อาทิพันธุ์หอมสุพรรณ และหอมคลองหลวง 1

 

-2-

หากร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้ให้อำนาจกรมการข้าวแบบเบ็ดเสร็จในการบูรณาการเรื่องข้าว ทั้งเรื่องการให้ทุนวิจัย การรับรองพันธุ์ข้าว ตรวจสอบคุณภาพข้าว การออกใบรับรองให้ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์และควบคุมข้าวเปลือก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้น

"ผมไม่เชื่อว่ากรมการข้าวมีศักยภาพทำงานแบบนี้ เพราะเป็นงานสต๊าฟวิชาการ แต่ผมเห็นด้วยที่ต้องมีพ.ร.บ.ข้าว เพื่อให้เกิดการพัฒนากระบวนการผลิตและพัฒนาอาชีพทำนาให้มั่นคง แต่มาตราการพัฒนาก็มีจุดอ่อนเหมือนที่ผมกล่าวมา ” อาจารย์นิพนธ์กล่าว และชี้แนวทางว่า เป็นเรื่องยากที่ร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้จะออกมาเป็นกฎหมาย

 “ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ผมอ่านหลายรอบ และเหตุผลเดียวที่ผมเห็นคือ เรื่องโรงสี ในการซื้อขายข้าวไม่สุจริตกับชาวนา ชาวนาสมัยนี้ไม่ใช่แบบสมัยก่อน เป็นชาวนามือถือ โรงสีไหนซื้อข้าวราคาดีไม่ดี เขาคุยกันตลอด ผมเชื่อว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาเพื่อตรวจสอบโรงสีกับชาวนา ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือการตลาด เพราะคนร่างกฎหมายไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ทราบข้อมูลจริงๆ ในการค้าขาย” ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวและย้ำว่า อีกสามปีข้างหน้า หากการพัฒนาข้าวบ้านเราไม่ทำอะไรเลย อุตสาหกรรมข้าวไทยจะย่ำแย่

“อย่าดีใจว่าข้าวหอมมะลิราคาสูงแล้ว ตลาดจะกดราคาลงเรื่อยๆ ส่วนที่ผมเห็นด้วยก็คือ เรื่องการจัดโซนนิ่งการปลูกข้าว อย่างคุณภาพข้าวในอีสานแย่ลง เพราะพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการศึกษาแต่ละโซนในการปลูกข้าว เรื่องน้ำก็สำคัญ ควรทำให้เป็นนโยบายแห่งชาติ"

     หากถามผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ข้าว นิทัศน์ เจริญธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัทนาเฮียใช้ จำกัด จากสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว  เปรียบเทียบข้าวไทยกับเวียดนามว่า  เวียดนามมีการจัดระบบการปลูกข้าวที่ดี พัฒนาพันธุ์ข้าวมากมาย มีแนวคิดการส่งเสริมชัดเจน บริษัทรับซื้อเลือกพันธุ์ให้ตรงตลาดที่สุด ชาวนาไม่ต้องลองผิดลองถูกเหมือนชาวนาไทย

“ชาวนาเวียดนามรู้ว่าบริษัทได้คัดสรรพันธฺุ์ที่ดีให้แล้ว ชาวนามีหน้าที่ปลูกและดูแลให้ดีที่สุด รวมถึงลดต้นทุนให้ได้ ถ้าต้นทุนสูงก็จะสู้คนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นการจัดระเบียบการปลูกข้าวสำคัญมากสำหรับชาวนา หากมีการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์อย่างเป็นระบบ ก็จะรู้ว่าตอนนี้มีเมล็ดพันธุ์ชนิดไหนในประเทศบ้าง และรู้ว่าเมล็ด พันธุ์แบบไหนเป็นที่ต้องการในอนาคต ผมมองว่ากฎหมายต้องบังคับใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน

ถ้ากรมการข้าวส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์อย่างเป็นระบบ แม้จะสุมเจอว่าความงอก 79 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผิดกฎหมายแน่นอน แต่โทษที่ได้รับไม่ควรเป็นการพักใบอนุญาติ จับขังคุกหรือปรับแพงๆ ควรให้คำแนะนำการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ ประโยชน์ที่ได้ก็จะตกถึงพี่น้องชาวนา ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถใส่ในร่างพ.ร.บ. ข้าวได้ แต่ไม่เห็น"

 

-3-

นอกจากคำถามและความเห็นเรื่องการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว ยังมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงอีกคือ ในร่างพ.ร.บ.ข้าว ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลทางการค้าได้ด้วย

เกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้การประกอบการค้าข้าว มีทั้งการแข่งขันและความลับเชิงธุรกิจ หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงสีหรือผู้ประกอบการ ไม่มีความซื่อตรง เอาข้อมูลไปขายให้คนอื่น ก็จะสร้างปัญหาทางการค้า

“คนทำธุรกิจข้าว กว่าจะมีวันนี้ พวกเขาลองผิดลองถูกมาทั้งชีวิต จึงเป็นเรืื่องที่พวกเขาพยายามสู้ ถ้าร่างพ.ร.บ.ข้าวออกมาแนวนี้ คนที่ได้รับผลกระทบคือ เกษตรกร คนค้าข้าว ถ้ากฎหมายนี้ดีจริง ชาวนาและผู้ประกอบการโรงสีคงเห็นด้วย แต่คนทำเรื่องนี้ไม่เคยถามเลยว่า พวกเราอยากเห็นร่างพ.ร.บ.ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศแบบไหน”

       ส่วน สุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ให้ความเห็นว่า มีหลายคนถามว่า ทำไมต้องค้าน ร่างพ.ร.บ.ข้าว เพื่อช่วยชาวนา

“ที่ผ่านมาเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ที่นักวิจัยแต่ละมหาวิทยาลัยศึกษาวิจัยแล้ว หรือคนในชุมชนต่างๆ พัฒนาสายพันธุ์ข้าวแล้ว มาปลูกและขายเยอะมาก ทั้งๆ ที่ไม่มีการรับรองพันธุ์ข้าว ถ้าเอาพ.ร.บ.มาควบคุมการพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยให้ขึ้นทะเบียน แนวคิดแบบนี้ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา และรายได้จากห่วงโซ่ข้าวเลย การเร่งทำให้พ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้ หากผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)จะสร้างความแตกแยกให้องค์กรชาวนา "

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประกอบการและตัวแทนชาวนาต่างมองว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่น่าจะเกิดประโยชน์แก่ชาวนา กลับสร้างความยุ่งยากในเรื่องกระบวนการขายและผลิต หากต้องการให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อชาวนา ก็ควรมีการระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและะพัฒนาข้าวตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเพิ่มเติมแก้ไขร่างพ.ร.บ. ก่อนตราเป็นกฎหมาย

 

 

....................

(สาระบางส่วนในร่างพ.ร.บ.ข้าว)

-ร่างพ.ร.บ.ข้าว ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการธิการแล้ว และร่างพ.ร.บ.ข้าว ถูกเสนอเป็นวาระ 2 และวาร3 เข้าสู่คณะกรรมการตรวจร่างพ.ร.บ.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และยังไม่คลอดออกมาเป็นกฎหมาย จึืงยังไม่มีผลบังคับใช้

-ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่เคยมีกฎหมายเฉพาะสำหรับชาวนา รัฐหวังว่า ร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้จะผ่านออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะมีคณะกรรมการข้าวระดับชาติ

-ร่างพ.ร.บ.ข้าว ฉบับนี้จะถ่ายโอนอำนาจการรับรองพันธุ์ข้าวจากกรมวิชาการเกษตรมาเป็นกรมการข้าวทั้งหมด

- ผู้ร่างหวังว่า กฎหมายชุดนี้จะมาช่วยคุมโรงสีไม่ให้เอาเปรียบชาวนา โดยให้โรงสีออกใบกำกับคุณภาพข้าวเปลือก ถ้าชาวนาถูกกดราคา สามารถนำเอกสารมาร้องเรียนที่กรมการข้าว 

แต่ถูกแย้งหลายประเด็นว่า สร้างภาระขั้นตอน และไม่เข้าใจระบบการค้า

-ชาวนายังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้รับการรับรองไว้ใช้เอง และแลกเปลี่ยนกันในเครือข่ายได้ แต่ไม่สามารถโฆษณาเพื่อซื้อขาย ยกเว้นชาวนาอยากเป็นผู้ประกอบการเพื่อค้ากำไร ต้องขอใบขึ้นทะเบียนเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว เพื่อตรวจสอบมาตรฐาน ....

ประเด็นนี้ถูกกล่าวถึงมากที่สุดว่าเป็นการปิดกั้นขัดขวางการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ 

-โอนอำนาจการควบคุมเมล็ดพันธุ์ข้าวในพ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 และอำนาจการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชพ.ศ.2542 จากกรมวิชาการเกษตรมายังกรมการข้าว ดูแลทั้งเรื่องการวิจัย ตรวจสอบคุณภาพข้าว ออกใบรับรองให้ผู้ขายเมล็ดพันธุ์ และมีสิทธิสุ่มตรวจสอบโรงสีต่างๆ ได้ 

ประเด็นนี้ถูกตั้งคำถามว่า จะได้ประโยชน์คุ้มค่ากับการลงทุนด้านงบประมาณหรือไม่

ฯลฯ