ปัญหาฝุ่นพิษกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง การที่อยู่ระดับที่เกินมาตรฐานจนติดอันดับ 3 ของโลก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเกิดขึ้นเพียงวันเดียว มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกหากการบังคับใช้กฎระเบียบและกฎหมายบกพร่อง
วันที่ 15 ธ.ค.63 แอพพลิเคชั่น Air Visual รายงานสภาพอากาศของกรุงเทพมหานคร ตามมาตรฐานดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 190 (พีเอ็ม 2.5 อยู่ที่ 57.8 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) แปลว่าฝุ่นพิษเกินมาตรฐาน หรือติดอันดับ 3 เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ซึ่งคนกรุงรับทราบถึงวิกฤติดังกล่าวที่ส่งสัญญาณมาหลายวันก่อนติดอันดับยอดแย่ในครั้งนี้
สำหรับ AQI คือตัวเลขที่แต่ละหน่วยงานหรือประเทศตั้งขึ้นเพื่อใช้สื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าปริมาณมลพิษในอากาศขณะนั้นอยู่ในระดับใด AQI คือระบบสำหรับการรายงานความรุนแรงของระดับคุณภาพอากาศ โดยระดับ 0-50 แสดงถึงอากาศดี ระดับ 51-100 ปานกลาง 101-150 ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มที่อ่อนไหว 151-200 ไม่ดีต่อสุขภาพ 201-300 ไม่ดีต่อสุขภาพมาก และ 301-500 เป็นอันตราย
ขณะที่มูลค่าความเสียหายเชิงเศรษฐศาสตร์ของมลพิษทางอากาศในต่างประเทศ อ้างอิงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศที่เคยมีปัญหาพีเอ็ม 2.5 หนักที่สุด พบว่าชาวจีนทุกมณฑลที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองยินดีที่จะจ่าย 10 ดอลลาร์ เพื่อให้อากาศสะอาด และอากาศที่สะอาดขึ้นทำให้ชาวจีนที่เมืองซีอานยอมจ่ายราคาบ้านที่สูงขึ้น 4% โดยสรุปต้นทุนเพิ่มขึ้น 8.83 พันล้านดอลลาร์ ณ ปี 2005 สำหรับทุกๆ หนึ่งหน่วยของพีเอ็ม 2.5 ที่เพิ่มขึ้นในจีน
กลับมาที่เมืองไทย คำถามที่มิอาจหลีกเลี่ยงคือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกำลังทำอะไรระหว่างที่ฝุ่นพิษเริ่มหนาแน่นมาตั้งแต่เดือน พ.ย. และวันนี้ได้ดำเนินการอะไรที่เร่งด่วน ยังไม่นับย้อนกลับไปปีที่แล้วหรือทุกครั้งในช่วงปลายปี ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับฝุ่นพิษ
ในมุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐ อาจจะรู้สึกทำงานหนักแล้ว เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของผู้นำรัฐบาล เกี่ยวกับพีเอ็ม 2.5 นายกรัฐมนตรีอ้างกระทรวงคมนาคม มหาดไทย เกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีมาตรการอยู่แล้ว แต่ที่มีปัญหาเพราะช่วงนี้อากาศปิด พร้อมโยนหินถามทางว่าจะรับกันได้หรือไม่ หากปรับการใช้รถเป็นวันคู่วันคี่ การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเสมือนพอใจมาตรการเดิมและคาดการณ์ด้วยว่าคนไทยไม่ยอมรับมาตรการหากจะคุมเข้มมากขึ้น
เราเห็นว่าปัญหาฝุ่นพิษกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง การที่อยู่ระดับที่เกินมาตรฐานจนติดอันดับ 3 ของโลก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเกิดขึ้นเพียงวันเดียว และมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกหากการบังคับใช้กฎระเบียบและกฎหมายที่บกพร่อง ไม่ว่าการปล่อยควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การไม่ยอมกวดขันควันดำจากรถในเมือง หรือกระทั่งความหละหลวมของเจ้าหน้าที่ปล่อยให้มีการเผาพืชเกษตรในต่างจังหวัด
เราเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นประชาชนส่วนใหญ่พร้อมให้ความร่วมมือหากรัฐบาลมีมาตรการที่เข้มงวดมากกว่าเดิม เพราะไม่อยากปล่อยให้เป็นปัญหาเรื้อรัง จึงขอเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลขันน็อตเจ้าหน้าที่ หากยังไม่ได้ผลสามารถพิจารณาเพิ่มเติม แม้วันนี้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบยังไม่มีพฤติกรรมโกงกินงบประมาณในท้องถิ่นเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในอินเดีย ซึ่งเมื่อวานนี้ฝุ่นพิษมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก แต่กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะวันนี้เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานที่รับผิดชอบ ยังเกียร์ว่าง








