ครบรอบ 1 ปี นับตั้งแต่เชื้อโควิดอุบัติขึ้น วันนี้โควิดคร่าชีวิตคนทั่วโลกไปกว่า 1.5 ล้านราย ยอดผู้ติดเชื้อ 68.5 ล้านราย ขณะเดียวกันความพยายามคิดค้นวัคซีนโควิดคืบหน้าไปมาก เริ่มฉีดเข็มแรกแล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาท ยังคงต้องระมัดระวังอย่างเข้มงวด
วันที่ 8 ธ.ค.2563 อังกฤษเป็นประเทศแรกของโลก ที่อนุมัติให้ใช้วัคซีนโควิด-19 วัคซีนของบริษัท ไฟเซอร์-ไบออนเทค โดยวัคซีนเข็มแรกของโลกถูกฉีดเป็นของขวัญวันเกิดให้ มากาเร็ต คีแนน คุณยายที่จะมีอายุครบ 91 ปี ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ เข็มที่ 2 ตกเป็นของ วิลเลียม เชกสเปียร์ วัย 81 ปี เป็นการให้ความสำคัญกับผู้สูงวัยซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่สุด หลังจากนี้ รัฐบาลอังกฤษจะทยอยฉีด โดยเริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ กลายเป็นข่าวดีที่ตลาดหุ้นขานรับเพราะวัคซีนตัวแรกนี้ ใช้เวลาพัฒนาเพียง 10 เดือน
การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนยิ่งมากยิ่งสร้างความหวังว่าโลกจะก้าวผ่านช่วงเวลาที่ลำบากในไม่ช้า แม้ว่าอุปสรรคล่าสุดของวัคซีนของบริษัท ไฟเซอร์-ไบออนเทค คือการจัดเก็บด้วยความเย็นเป็นพิเศษ และการขนส่งที่ยุ่งยากก็ตาม เชื่อว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันทำงานให้ประสบความสำเร็จ เดือน ธ.ค.นี้ยังเป็นการครบรอบ 1 ปี นับตั้งแต่เชื้อโควิดอุบัติขึ้นที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนเมื่อ ธ.ค.ที่แล้ว วันนี้ โควิดคร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้ว 1,562,895 ราย ยอดผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 68,561,810 ราย มีอาการรุนแรง 106,441 ราย รักษาหายแล้ว 47,458,243 ราย 5 อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ สหรัฐ อินเดีย บราซิล รัสเซียและฝรั่งเศสตามลำดับ ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 151 ยอดติดเชื้อ 4,151 ราย เสียชีวิต 60ราย
ทว่าเพื่อความไม่ประมาท แม้จะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกได้แล้ว และดูเหมือนไม่นานหากเทียบกับโรคอุบัติใหม่กับระยะเวลาการผลิตวัคซีนในอดีต แต่ในโลกปัจจุบัน โลกที่การเดินทางการติดต่อสื่อสารรวดเร็วขึ้นมาก ระยะเวลาที่มนุษยชาติต้องเผชิญกับโรคร้าย นับว่ากินเวลานานพอสมควร ดังนั้น ทันทีที่มีข่าวติดเชื้อจำนวนมากโผล่ไม่ว่ามุมไหนของโลก ยังมีความตื่นตระหนกให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น 1 ปี แนวโน้มยังไม่ฟื้นตัวได้ง่ายๆ ประเทศไทยเองซึ่งมียอดผู้ติดเชื้อไม่สูงมาก แต่ก็มีผลกระทบทางการขนส่ง การค้าขายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ชะงักงัน ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้เศรษฐกิจภายในฝืดเคืองไปด้วย
เราเห็นว่า การจะนำมาตรการเข้มข้นอย่างชัตดาวน์มาใช้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ภาครัฐจำเป็นต้องตระหนักและระมัดระวังในการดำเนินการ เราสนับสนุนให้ฟังคำแนะนำด้านนโยบายด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเหมือนที่ผ่านมา จากประสบการณ์ 1 ปี หลายฝ่ายเห็นตรงกันแล้วว่ากลุ่มแพทย์เป็นผู้ชี้ขาดควบคู่กับความเข้าใจความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ เห็นได้จากการทำงานเชิงรุกของทีมสาธารณสุข ไม่ใช่แค่ตักเตือนการสวมหน้ากากอนามัย ใช้เจลล้างมือและรักษาระยะห่าง มีการลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อไขข้อสงสัย สร้างความมั่นใจ ไม่ให้ประชาชนหวาดวิตก จึงเหลือเพียงการทำหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะชายแดนด้านตะวันตก ที่ชั่วโมงนี้ ต้องเร่งมือเต็มที่






