วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดปราสาทโอซุ ต้อนรับ ‘ซามูไร’ ยุคโควิด

เปลี่ยน ‘ปราสาทโอซุ’ เป็นโรงแรม เปิดโลกอีกใบให้ผู้เข้าพักสามารถวาดภาพว่า ตนเองเป็น “ซามูไร” ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นเจ้าของปราสาทไม้อันสวยงามและโอ่โถงในญี่ปุ่น 

ขณะนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังดำเนินต่อไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด การเดินทางท่องเที่ยวหยุดชะงักเพราะการล็อกดาวน์ปิดประเทศ ทำให้หลายประเทศเบนเป้าหมายการท่องเที่ยวไปที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศยอดฮิตของคนไทยก็เริ่มขยับตัว โดยเสนอข้อเสนอที่ทำให้นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นแฟนคลับของภาพยนตร์ ‘ซามูไร’ ของญี่ปุ่นตื่นเต้น นั่นคือ การเปลี่ยน ‘ปราสาทโอซุ’ ซึ่งเป็นปราสาทไม้เป็นโรงแรม

ปราสาทโอซุนี้อยู่ในเขตโอซุ จังหวัดเอฮิเมะ ในภูมิภาคชิโคขุ ซึ่งตั้งห่างจากกรุงโตเกียวไปประมาณ 800 กิโลเมตร ใช้เวลาก่อสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ถึงศตวรรษที่ 17 ปราสาทโอซุมี 4 ชั้นถูกสร้างด้วยไม้ซึ่งแตกต่างจากปราสาทอื่นๆ ที่มักสร้างด้วยซิเมนต์เสริมเหล็กและมีความสูงถึง 20 เมตร จึงจัดเป็นปราสาทที่ค่อนข้างสูงของญี่ปุ่น

ทางการของจังหวัดเอฮิมะกล่าวว่า การเปิดปราสาทซึ่งเป็นสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ถือได้ว่า เป็นครั้งแรกของประเทศเลยทีเดียว ผู้ที่เข้าไปพักสามารถวาดภาพว่า ตนเองเป็นซามูไรผู้ยิ่งใหญ่และเป็นเจ้าของปราสาทไม้อันสวยงามและโอ่โถง ถึงแม้ว่า ค่าเข้าพักจะสูงถึง 10,000 เหรียญ (300,000 บาท) ต่อ 2 คน ต่อคืน แต่ทางการของเอฮิเมะก็รับรองว่า นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและยังจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันยาวนานของญี่ปุ่นซึ่งจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปอย่างแน่นอน

159876188629

โอซุเปิดให้เข้าพักครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมปีนี้เอง ในปีแรก มีระเบียบว่าจะเปิดให้เข้าพักได้เพียง 30 คน และแต่ละครั้งจะมีผู้เข้าพักได้ไม่เกิน 6 คน เมื่อผู้เข้าพักมาถึงยังปราสาทโอซุก็จะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติและอลังการเสมือนว่า เป็นเจ้าของปราสาทแห่งนี้ พวกเขาสามารถเลือกที่จะแต่งกายเป็นนักรบโบราณของญี่ปุ่นได้ด้วย พวกเขาจะเดินผ่านขบวนของซามูไร แต่งตัวเต็มยศประหนึ่งจะไปออกรบ ในขบวนต้อนรับจะประกอบไปด้วยการบรรเลงดนตรีตามแบบฉบับญี่ปุ่นโบราณ นอกจากนี้ จะมีการยิงปืนสลุตเพื่อเป็นการให้เกียรติผู้เข้าพักอีกด้วย

ผู้เข้าพักจะยิ่งรู้สึกว่า ตนเองเป็นเจ้าของปราสาทมากยิ่งขึ้นเพราะจะได้ทานอาหารเย็น ณ 1 ใน 4 หอคอยของปราสาทที่มีอายุประมาณ 400 ปี ระหว่างนั้นพวกเขาจะได้รับชมการแสดงพื้นเมืองแบบดั้งเดิมที่มีชื่อว่า ‘คากูระ’ (kagura) ที่สวยงามตระการตาและน่าตื่นตาตื่นใจ หลังอาหารเย็นจะเป็นโปรแกรมชมพระจันทร์ ซึ่งระหว่างนั้นจะมีการอ่านบทกลอนเหมือนดังเช่นในสมัยโบราณ ในตอนเช้าผู้เข้าพักจะได้ทานอาหารเช้าในวิลล่า กายุ ซันโซ บนหน้าผาซึ่งมองลงมาเห็นแม่น้ำฮิจิอันสวยงาม

นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถไปเดินเล่นในเมืองโอซุและพื้นที่โดยรอบซึ่งยังคงรักษาวัฒนธรรมและรูปแบบอันเก่าแก่และสวยงามของญี่ปุ่นไว้ได้อย่างดี เว็บไซต์ของปราสาทกล่าวว่า ผู้เข้าพักจะได้มีโอกาสพักจากชีวิตประจำวันอันยุ่งเหยิงและดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ในบริเวณแม่น้ำฮิจิริยังมีกิจกรรมที่สามารถเข้าร่วมได้

159876188643

ก่อนหน้าจะเปิดให้เข้าพัก การบูรณะปราสาทให้กลับสู่สภาพเดิมได้รับการช่วยเหลือจากนักอนุรักษ์นิยมท้องถิ่น ห้องพักมี 3 ประเภท โดย Executive Room จะสามารถรองรับผู้เข้าพักได้ 4 คนและมีพื้นที่กว้างขวาง จากหน้าต่างของห้องนี้ จะสามารถเห็นปราสาทโอซุได้อย่างทั่วถึง ภายในห้องยังมีออนเซนให้ผู้เข้าพักได้พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย จากห้องนี้สามารถไปยังสวนและพื้นที่ด้านข้างได้ ส่วน Standard Room อยู่ในเมืองซึ่งห้องพักจะได้รับการตกแต่งให้เหมือนในสมัยโบราณ ผู้ที่เข้าพักจะรู้สึกเหมือนว่า กำลังอยู่ในสมัยนั้นจริงๆ ในขณะที่ Casual Room เป็นห้องที่เล็กที่สุดและอยู่ในเมืองเช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ทางการท่องเที่ยวของปราสาทนี้ และบริษัทเอกชน 2 แห่งของจังหวัดเอฮิมะ ได้ร่วมมือกันออกแบบโปรแกรมพิเศษ โดยใข้ชื่อว่า ‘NIPPONIA HOTEL Ozu Castle Online Town Walk’ เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้มีโอกาสสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองในรูปแบบ Virtual Reality ซึ่งจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงของปราสาทโอซุแห่งนี้

159876188656

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยจำลองสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของเมือง เช่น แม่น้ำเอฮิมะ รวมถึงทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น เช่น กระท่อมการิว วัดเรียวโฮจิ พิพิธภัณฑ์อิฐแดงโอซุ และอื่นๆ อีกมากมายในจังหวัดเอฮิเมะ โดยการเข้าชมนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย

เมืองโอซุถูกขนานนามว่าเป็น ‘ลิตเติ้ลเกียวโต’ เคยเป็นศูนย์กลางของการเมืองในสมัยเอโดะ และรุ่งเรืองในสมัยเมจิและไทโชจากผลิตภัณฑ์และการค้าไหม แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เมืองนี้ประสบปัญหาประชากรลดน้อยลงจากการที่คนอพยพไปอยู่ในเมืองใหญ่ เด็กเกิดใหม่ก็น้อยลง ในปี 1955 จำนวนประชากรอยู่ที่ 79,000 คน ต่อมาในปีนี้เอง ประชากรเหลือเพียง 42,000 คน

ปัญหานี้ทำให้ธุรกิจประเภทต่างๆ ต้องปิดตัวลง เจ้าของบ้านพักและที่พักจำนวนมากจำเป็นต้องทำลายบ้านและเปลี่ยนเป็นที่จอดรถ

............................

ที่มา: เว็บไซต์ ปราสาทโอซุและซีเอ็นเอ็น