สธ.ชี้ผ่อนปรนระยะ 5 มีความเสี่ยง เตรียมแผนรับมือโควิด-19 เตียงกว่า 2 หมื่นเตียง รองรับได้วันละ 50-500 คนต่อวัน สำรองยา 7 ชนิดกว่า 1.3 ล้านเม็ด
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าวสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า เป็นวันที่ 35 ที่ประเทศไทยไม่มีการติดเชื้อภายในประเทศ แต่มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายใหม่ 7 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้าสถานกักกันที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) ไม่มีรักษาหายและเสียชีวิตเพิ่ม โดยผู้ป่วยสะสมรวม 3,169 ราย หายกลับบ้านรวม 3,053 ราย เสียชีวิตรวม 58 ราย ยังรักษาใน รพ. 58 ราย ไม่มีผู้ป่วยอาการหนัก หรือต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ทำให้สถานการณ์ในไทยสบายใจได้เพิ่มเล็กน้อย
ผู้ป่วยรายใหม่ มาจาก อินเดีย 6 ราย แบ่งเป็นหญิง 3 ราย อายุ 28 ปี 31 ปี และ 36 ปี เพศชาย 3 ราย อายุ 42 ปี 45 ปี และ 61 ปี เดินทางถึงไทวันที่ 23 มิ.ย. ตรวจหาเชื้อวันที่ 26 มิ.ย.แล้วพบเชื้อ โดย 3 ราย มีอาการ เช่น ไอ เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น หายใจลำบาก อีก 3 รายไม่มีอาการ และ สหรัฐอเมริกา 1 ราย เป็นผู้หญิงอายุ 27 ปี ถึงไทยวันที่ 27 มิ.ย. ตรวจเชื้อวันที่ 28 มิ.ย. แล้วพบเชื้อ โดยมีไข้ ไอ เจ็บคอ
นพ.สุขุมกล่าวว่า หลังผ่อนปรนทั้ง 4 ระยะ ยังมีผู้ป่วย แต่เกือบ 100% มาจากต่างประเทศ ซึ่งผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศที่ตรวจพบขณะเข้ารับการกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) จำนวน 232 ราย แยกตามระยะเวลาของการตรวจพบเชื้อ 0-2 วัน 42.7 % 3-4วัน 24.6% 5-6 วัน 18.1% 7-8 วัน 4.7% 9-10 วัน 0.9% 11-12 วัน 6 % และ13-14 วัน 3 % ดังนั้นการสังเกตอาการ 14 วันจึงยังจำเป็น เพราะถ้าออกมาเร็วเกินไป อาจแพร่เชื้อในชุมชนได้
ขณะนี้มั่นใจว่าประเทศไทยไม่มีผู้ป่วยในประเทศ มีจำนวนควบคุมได้ รายใหม่จำนวนไม่มาก แต่การผ่อนปรนในระยะที่ 5 มีความเสี่ยง สธ.มีการสำรวจทั้ง กทม.และทั่วประเทศ โดย รพ.มีเตียงไอ.ซี.ยู. 571 เตียง ห้องแยกสำหรับอาการหนัก 11,206 เตียง เตียงทั่วไปอีก 10,349 เตียง ซึ่งการไม่พบผู้ป่วยหนัก ไม่มีผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ก็คิดว่าเตียง 2 หมื่นกว่าเตียงก็น่าเพียงพอรองรับ
หากมีสถานการณ์มากขึ้น คำนวณว่ารองรับได้วันละ 50-500 คนต่อวัน ถ้ามีผู้ป่วยรายใหม่ อุปกรณ์เวชภัณฑ์ เช่น หน้ากาก N95 เตรียมความพร้อมไว้ 1.12 ล้านกว่าชิ้น ชุดป้องกันอันตรายระดับสูงเมดิคัลเกรด หรือชุด PPE มี 5.11 แสนกว่าชุด โดย 3.5 แสนชุดกระจายทุก รพ. อีก 1.5 แสนชุดเตรียมที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อกระจายในกรณีฉุกเฉิน และมีเครื่องช่วยหายใจที่ว่าง 1.1 หมื่นเครื่อง
ยา โดยยาฟาวิพิราเวียร์ที่รักษาโดยเฉพาะ มีสำรองไว้กว่า 3 แสนเม็ด ตอนนี้กระจายผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก แต่มีปัจจัยเสี่ยงอายุมาก โรคประจำตัว เช่น ถุงลมโป่งพอง หัวใจ เบาหวาน ทำให้สถานการณ์ผู้ป่วยเดีขึ้น อาการหนักน้อยลง อยู่ รพ.น้อยลง กลับบ้านเร็วขึ้น ส่วนยาอื่นก็เตรียมเช่นกัน ได้แก่ ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน 395,802 เม็ด คลอโรควิน 673,222 เม็ด ดารุนาเวียร์ 25,390 เม็ด โลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ 38,360 เม็ด ริโทนาเวียร์ 24,158 เม็ด และอะซิโทรมัยซิน 5,707 เม็ด
ส่วน "วัคซีน" มี 3 แนวทาง คือ
1. พัฒนาวิจัยในประเทศ ซึ่ง สธ. มหาวิทยาลัยต่างๆ เอกชน ร่วมกันพัฒนา โดยตอนนี้ทำวัคซีนต้นแบบ 20 ชนิด ทดลองในสัตว์ 6 ชนิด โดย 2 ชนิด ทดลองในหนูและลิง พบมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาก การทดลองในมนุษย์ วัคซีนชนิดหนึ่งอาจจะเริ่ม ต.ค. อีกชนิดหนึ่งถ้าทำได้เร็วก็อาจเป็น ก.ค.นี้ ถ้าทำสำเร็จ สธ.จะนำมาใช้ในพี่น้องประชาชน โดยผลิตในประเทศ ซึ่งต้องพัฒนาให้เกิดโรงงาน โดยผลิตให้ได้ถึง 30 ล้านโดส และคาดว่าจากปลายปี 2564 อาจเร็วขึ้นเป็นกลางปี 2564 โดยเตรียมงบประมาณสนับสนุนไว้เพื่อพัฒนา
2. ร่วมมือต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยต่างประเทศมีวัคซีนทดลองมนุษย์แล้ว 13 ตัว เราประสานร่วมมือ 3 ประเทศ 7 หน่วยงานเพื่อพัฒนาวัคซีน เผื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาผลิตในประเทศเพื่อลดเวลา
3. จัดหา ถ้ามีใครมีแนวโนมผลิตได้ จะไปติดต่อเพื่อขอจองวัคซีน เราติดตามใน 2 ประเทศ 5 หน่วยงาน ค่าใช้จ่ายประมาณ โดสละ 20-30 เหรียญสหรัฐ






