ศบค. ร่วมกับทีมวิจัยและพัฒนาวัคซีนร่วมแถลงความคืบหน้าวัคซีนโควิด-19 ของไทยว่า ปัจจุบันมีการทดลองในหนูแล้วพบว่าได้ผลดี โดยเริ่มทดลองกับลิง หากได้ผลดีตามคาดจะขยายผลสู่การทดลองในมนุษย์ และเริ่มวางแผนผลิตวัคซีนต่อไป
นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนของไทย ที่มีความพยายามในวิจัยและพัฒนาวัคซีนต้นแบบในการรักษา โควิด-19 คู่ขนานไปกับการพัฒนาวัคซีนของทั่วโลก
การวิจัยและพัฒนาวัคซีนทุกรูปแบบ เริ่มทำการทดสอบในสัตว์ทดลอง หรือ หนู และเริ่มทดสอบในลิง โดยวัคซีนเหล่านี้ต้องผ่านการทดสอบในเรื่องความปลอดภัยและกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ได้อย่างน่าพอใจก่อนที่จะนำไปทดสอบในคน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ความปลอดภัย ทดสอบในอาสาสมัคร 30-50 คน ระยะที่ 2 การกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทดสอบในอาสาสมัคร250-500 คน และระยะที่ 3 ให้ผลในการป้องกันโรค ทดสอบในอาสาสมัครมากกว่า 1,000 คน
ตอนนี้เรียกได้ว่าผ่านด่านการทดลองกับหนูแล้ว โดยกำลังเข้าสู่กระบวนการทดลองใช้กับลิง ปลายเดือนหน้าคาดว่าจะได้เห็นผลที่ชัดเจน เนื่องจากเมื่อฉีดไปแล้วภูมิจะขึ้นในเวลา 1-2 อาทิตย์ เพราะฉะนั้นฉีดไปแล้วจะมีการตรวจเลือดลิงรอบแรกกลางเดือนมิถุนายน แต่หากยังได้ผลต่ำเลื่อนไปปลายเดือนหรือต้นเดือนกรกฎาคมแทน
ทั้งนี้ การผลิตวัคซีนในช่วงแรกอาจต้องจองโรงงานขนาดเล็กในต่างประเทศก่อน หากผลทดสอบในลิงดีจะเลือกที่ดีที่สุดไปประมาณ 10,000 โดส เพื่อทดสอบในอาสาสมัคร กลุ่มแรกกลุ่มละ 15 คน รวมระยะที่หนึ่งไม่เกิน 100 คน ระยะที่ 2 ประมาณ 500-600 คน ระยะที่ 3 รวมหลายพันคน
การเตรียมโรงงานไทยที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนไว้รอเลย นำร่องด้วย บริษัทไบโอเนท เอเชีย บริษัทเอกชนหนึ่งเดียวของไทยที่สามารถผลิตวัคซีนได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ณ เวลานี้ หากแต่ละขั้นตอนที่เตรียมการไว้ดี ประเทศไทยจะสามารถผลิตวัคซีนภายในเวลาหนึ่งปีครึ่ง หรือภายในปีหน้า สำหรับหลายล้านคนได้ หากมีการทดสอบความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน
“การวิจัยนั้น ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ก็จะบอกระยะเวลาได้คร่าว ๆ แต่งานวิจัยมีโอกาสเสมอที่จะเกิดผลไม่เป็นที่น่าพอใจและต้องใช้ระยะเวลามากขึ้น เพราะฉะนั้น หากประเทศในกลุ่มแถวหน้าของการวิจัยพัฒนาดำเนินการได้สำเร็จเป็นที่น่าพอใจตามแผนทุกขั้นตอน ไม่มีข้อติดขัด วางกรอบไว้อีก 12-18 เดือนข้างหน้าจะมีวัคซีนโควิด-19 แต่ถ้ามีการสะดุดติดขัดตรงไหนก็ต้องปรับรูปแบบวัคซีนใหม่ก็ใช้เวลามากขึ้น
ในส่วนของประเทศไทยวัคซีนที่พัฒนาวิจัยขึ้นเองนั้น ถ้าเป็นไปตามแผนน่าจะเริ่มทดสอบวัคซีนในคนปลายปี 2563 หรือต้นปี 2564 และถ้าเป็นตามแผนจะมีวัคซีนใช้ในปลายปี 2564” นพ.นคร กล่าว
ด้าน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเตรียมวัคซีนให้กับประชากรโลกนั้น หากมีประเทศใดที่ผลิตได้สำเร็จ แน่นอนว่าต้องให้ประชากรของประเทศตัวเองก่อน ตอนนี้มีจีนและสหรัฐฯที่มี่ความก้าวหน้าไปมาก 2 ประเทศนี้ประชากรรวมกันประมาณ 1.8 พันล้านคน แค่ผลิตเพียงครึ่งเดียวอาจมากถึง 800-900 ล้านโด๊ส กว่าจะส่งให้ประเทศอื่นจึงต้องรอเวลา สำหรับประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ที่มีความสามารถสูง มีความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเพลซิวาเนียที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีล่าสุด และการได้เห็นตัวอย่างของเทคโนโลยีการวิจัยจากประเทศต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จ จึงมั่นใจว่าเราจะวิจัยและพัฒนาวัคซีนได้ไม่ช้าไปกว่าประเทศอื่น ๆ มากนัก
และอยู่ในกรอบเวลาที่ประมาณ 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง ขณะนี้จึงได้ประสานโรงงานขนาดเล็กเพื่อผลิตวัคซีนที่ได้มาตรฐานสำหรับการวิจัยในคนเอาไว้แล้ว พร้อมกับการเจรจาเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัทวัคซีนในประเทศไทยหากผลการทดสอบวัคซีนในแต่ละขั้นตอนประสบความสำเร็จ
ส่วนนายวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนของบริษัทฯ มีประสบการณ์ มีนักวิจัยที่มีความสามารถและมีความพร้อมที่จะรองรับการผลิตวัคซีนโควิด-19 ในระดับอุตสาหกรรมได้หลากหลายรูปแบบตามผลสำเร็จของการวิจัย และพร้อมทำความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลการวิจัยว่าจะได้วัคซีนตัวไหนที่ดีและเหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้บริษัทสามารถดำเนินการการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ขึ้นมาได้เองได้อย่างรวดเร็วกว่าวัคซีนปกติทั่วไป และเริ่มทำการทดสอบในหนูไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการรอผล อีกทั้งยังมีความร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนเพื่อวางแผนความร่วมมือกันถือว่าระบบการผลิตเรามีความพร้อมที่จะสามารถขยายกำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นสำหรับวัคซีนที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถป้องกันโรคได้ให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศไทยได้เมื่อถึงเวลานั้น






