วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สธ.เพิ่ม 2 อาการตรวจหาโควิด-19ฟรี!!

สธ.ปรับเกณฑ์เฝ้าระวังโควิด-19ใหม่ เพิ่ม 2 เรื่องสำคัญ คนไม่ไข้แต่มีอาการคล้ายหวัด-คนดมไม่ได้กลิ่น ร่วมประวัติไปสถานที่เสี่ยงตรวจยืนยันเชื้อฟรี มุ่งค้นกลุ่มคนติดไม่แสดงอาการ ขณะที่ผลตรวจแล็บ40รายที่ยะลาครั้งที่ 3 พบไม่ติดเชื้อ

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19(ศบค.) กล่าวว่า มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 27 ปี เดินทางกลับมาจากประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 เข้ารับการกักกันตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้ในโรงแรมแห่งหนึ่งจ.สมุทรปราการ โดยเริ่มป่วยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม มีอาการไข้ ไอ มีเสมหะ เจ็บคอ ปวดศรีษะ หายใจเหนื่อย จึงเข้ารับการรักษาในรพ. ตรวจหาเชื้อวันที่ 4 พฤษภาคม พบติดโควิด19 ขณะที่มีผู้ร่วมเที่ยวบินเดียวกัน 70 คนทั้งหมดอยู่ในสถานที่ที่รัฐจัดให้ทั้งหมด จึงไม่มีผู้สัมผัสใกล้ชิดรายอื่นๆ เพิ่มเติ่ม

นอกจากนี้ มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นชายชาวออสเตรเลีย อายุ 69 ปี มีโรคประจำตัวหอบหืด อาชีพเป็นผู้จัดการโรงแรมที่จ.พังงา เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 มีอาการไอและอ่อนเพลีย ไปเข้ารับการรักษาที่คลินิกแห่งหนึ่งในวันที่ 28 มีนาคม 2563 ด้วยอาการไข้ เหนื่อยหอบ และมีความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดลดลง เข้ารับการรักษาที่รพ.แห่งหนึ่งในจ.ภูเก็ต และเอ็กซเรย์ปอดพบว่ามีการติดเชื้อ อักเสบของปอดอย่างรุนแรง และผลยืนยันโควิด19 และมีอาการเหนื่อยมากขึ้น ใส่เครื่องช่วยหายใจ และมีภาวะแทรกซ้อนทางไต และเสียชีวิตนัวนที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา สถานการณ์ภาพรวมของประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสะสม 2,986ราย รักษาหาย 2,761 ราย ยังรักษารพ.173 ราย และเสียชีวิตสะสม 55 ราย

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวด้วยว่า กรมควบคุมโรคและกรมการแพทย์ได้มีการปรับนิยามผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หรือโรคโควิด19ที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคหรือPatient Under Investigation:PUI)ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 อาทิ ให้ผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ หรือเข้าใจง่ายๆคือมีอาการคล้ายไข้หวัด อาจจะไม่มีอาการไข้ และผู้ที่ดมไม่ได้กลิ่นสามารถเข้ารับการตรวจยืนยันโรคโควิด19ได้ เนื่องจากอาจจะมีผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อยๆเหมือนไข้หวัดหรือไม่มีอาการ หรือมีอาการดมไม่ได้กลิ่น




ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิยามผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หรือโรคโควิด19ที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคหรือPatient Under Investigation:PUI)ที่มีการปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 โดยมีการเพิ่มเติมในส่วนที่สำคัญ ประกอบด้วย ผู้ที่มีอาการของระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น หายใจเร็ว หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบาก และ/หรือประวัติประวัติมีไข้ หรืออุณหภูมิกายตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป รวมกับ การมีประวัติในช่วง 14 วันก่อนวันเริ่มป่วยอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ มีประวัติเดินทางไปยังหรือมาจากหรืออยู่อาศัยในพื้นที่เกิดโรคนี้ ,ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว สถานที่แออัด หรือติดต่อกับคนจำนวนมาก ,ไปในสถานที่ชุมชน หรือสถานที่ที่มีการรวมกลุ่มคน เช่น ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า สถานพยาบาล หรือชนส่งสาธารณะและสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด19 ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่เข้าเกณฑ์นี้สามารถเข้ารับการตรวจแล็บยืนยันการติดเชื้อโควิด19ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

ขณะที่ผู้ที่เข้าข่ายตามเกณฑ์เดิมอีก 4 กรณี ยังสามารถเข้ารับการตรวจได้ฟรีเช่นเดียวกัน ประกอบด้วย

กรณีที่ 1 การเฝ้าระวังที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ อุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.3 องศาขึ้นไป หรืออาการของระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก ร่วมกับมีประวัติเดินทางไปยังหรือมาจากต่างประเทศทุกเที่ยวบิน ทุกช่องทางระหว่างประเทศ

กรณีที่ 2 ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ ตามที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาสงสัยว่าเป็นโรคโควิด19

กรณีที่ 3 การเฝ้าระวังในบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข อาการของระบบทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก หรือประวัติมีไข้ หรืออุณหภูมิกายตั้งแต่ 37.5 องศาขึ้นไปหรือปอดอักเสบ ตามที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาสงสัยว่าเป็นโรคโควิด19หรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วย/ผู้สงสัยว่าป่วยเป็นโรคโควิด19

และกรณีที่ 4 การเฝ้าระวังผู้มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเป็นกลุ่มก้อนในชุมชน ได้แก่ ผู้มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่ 5 รายขึ้นไป ในสถานที่เดียวกัน และช่วงสัปดาห์เดียวกัน โดยมีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา

ต่อมา ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงผลการตรวจเชื้อจากห้องปฏิบัติการ(แล็บ)ครั้งที่ 3 ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของการประชาชนในจ.ยะลา จำนวน 40 คน หลังจากที่ครั้งแรกตรวจที่ห้องแล็บรพ.ศูนย์ยะลาพบติดเชื้อ แต่การตรวจครั้งที่ 2 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จ.สงขลาพบไม่ติดเชื้อว่า ผลการตรวจจากห้องแล็บกรม พบว่าทั้ง 40 คน ได้ผลเป็นลบ คือไม่ติดเชื้อเช่นเดียวกับผลการตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จ.สงขลา สรุปว่าผลการตรวจที่แล็บที่จะ.ยะลา พบว่าตัวควบคุมที่เป็นลบที่ต้องแสดงผลเป็นลบเสมอกลับแสดงผลเป็นบวกแล็วก็มีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นนั้น ผลสุดท้ายการตรวจทางห้องแล็บที่กรมแสดงเป็นผลลบ ไม่ติดเชื้อ จากนี้ห้องแล็บจะรายงานผลไปยังทีมที่ส่งตรวจตัวอย่างคือแพทย์ ทีมระบาดวิทยา และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลาต่อไป

ในการหาสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ทีมผู้เชี่ยวชาญจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)ได้เข้าไปตรวจสอบ ซักถามและดูสถานที่ปฎิบัติงานจริงว่าสาเหตุเกิดจากอะไร สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญค้นพบ คือ ไม่พบความผิดปกติในส่งที่เรียกว่าเมอเจอเออเร่อ และพบว่าจ.ยะลาเป็นจังหวัดแรกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สามารถตั้งแล็บตรวจโควิด19ได้ ตรวจตัวอย่างไปแล้ว 4,000 ตัวอย่าง เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถควบคุมโรคได้อย่างดี ในการคัดกรอง รักษาหายและควบคุมโรคได้ แต่ภาระงานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในชุมชน บางวันต้องตรวจ 700-800 ตัวอย่างต่อวันเป็นภาระงานที่ต้องแบกรับ

สิ่งที่สามารถพัฒนาปรับปรุงได้ เช่น ภาระงานที่มากนั้น การจัดการในขั้นต่อไปก็จะต้องส่งบางตัวอย่างไปให้แล็บอื่นช่วยตรวจ รวมทั้งเครื่องมือต่างๆอาจจะต้องเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีภาระงานมากขึ้น และเมื่อห้องแล็บกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งซึ่งเชื่อว่าจะเวลาอีกไม่นาน ก็จะให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จ.สงขลาดำเนินการตรวจตัวอย่างเดียวกันนั้นควบคู่ด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่เกิดความมั่นใจ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่ารพ.ศูนย์ยะลาสามารถทำได้ตามมาตรฐาน ค้นหาสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นเจอ รู้ความบ่งพร่องและค้นหาสาเหตุ และเหตุการณ์การตรวจคลาดเคลื่อนนี้เกิดขึ้นได้เสมอในทุกห้องแล็บ แต่สำคัญที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องหาสาเหตุให้พบ” นพ.โอภาสกล่าว


นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องวัคซีนในส่วนที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาวัคซีนต้นแบบ คือ ดีเอ็นเอวัคซีนและทดสอบในหนูที่เป็นสัตว์ทดลง จากนั้นเอาเลือดหนูมาตรวจว่าภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้ขึ้หรือไม่ ผลทดสอบที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า หนูที่ได้รับการฉีดวัคซีนต้นแบบที่จุฬ่าฯพัฒนาขึ้น มีภูมิคุ้มกันขึ้นค่อนข้างดีเป็นที่น่าพอใจ แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะเป็นการดำเนินการไปตามขั้นตอนอาจไม่ทันหลายประเทศ เช่น จีนที่ศึกษาวิจัยมาก่อนล้วงหน้า แต่หลังจากนี้จะมีการทดสอบฉีดวัคซีนในสัตว์ทดลองประเภทต่างๆมากขึ้นและหนำเลือดมาตรวจซ้ำอีกครั้ง เพื่อดูว่าภูมิคุ้มกันขึ้นมากน้อยแค่ไหนต่อไป