วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทดลองวัคซีน ความหวังสู้โควิด

อธิบดีกรมควบคุมโรคยืนยันว่าภายใน 3-4 เดือนข้างหน้า จะนำเข้าวัคซีนจากจีนมาทดลอง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือการคลายล็อกดาวน์จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ เพื่อป้องกันเกิดการระบาดรอบใหม่ และอาจซ้ำรอยต่างประเทศ

เมื่อวานนี้ (22 เม.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) แถลงตัวเลขประจำวันพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 15 ราย รวมยอดสะสม 2,826 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย สะสมรวม 49 ราย ยอดรักษาหายอยู่ที่ 244 ราย ผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านเเล้ว 2,325 ราย หรือ 83.23% และมีผู้ป่วยที่รักษาในโรงพยาบาล 425 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุระหว่าง 20-29 ปี จำนวน 689 ราย อายุมากที่สุด 97 ปี และน้อยที่สุด 1 เดือน อายุเฉลี่ย 39 ปี แบ่งตามภูมิภาค กรุงเทพฯ นนทบุรี 1,605 ราย ภาคเหนือ 95 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 108 ราย ภาคกลาง 360 ราย และภาคใต้ 591 ราย

ตัวเลขข้างต้น โดยเฉพาะยอดผู้ที่ติดเชื้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 15 ราย ถือว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้นค่อนข้างชัด และมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การคลายล็อกดาวน์ในสัปดาห์หน้า ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วขณะนี้มีคนไทยบางส่วนเริ่มออกนอกบ้าน โดยอ้างความจำเป็นในการออกมาทำธุระ หลายรายมีความจำเป็นต้องทำมาหากิน แต่ก็มีบางรายที่ประมาทออกนอกบ้านโดยไม่ใส่หน้ากากอนามัย

ยังมีข่าวดี ระหว่างที่ยังลุ้นยอดผู้ติดเชื้อให้ลดลง กรมควบคุมโรคเปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องการใช้นำวัคซีนมาใช้ในประเทศไทย โดยอธิบดีกรมควบคุมโรคยืนยันว่าภายใน 3-4 เดือนข้างหน้า เราจะนำเข้าวัคซีนจากประเทศจีนเข้ามาทดลอง เบื้องต้นการฉีดวัคซีนจะใช้ 2 มิติ คือ 1.ลดการเสียชีวิต จะฉีดในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก เป็นต้น และ 2.ลดการเจ็บป่วย จะฉีดในกลุ่มวัยทำงานในกลุ่มเมือง ที่พบว่ามีการติดเชื้อจำนวนมาก ซึ่งหากฉีดในกลุ่มนี้จะช่วยลดโอกาสการแพร่โรค อย่างไรก็ตามการจะฉีดในกลุ่มไหนต้องมีการประเมินอีกครั้ง

เราเห็นว่าการดำเนินการต่อสู้กับโควิด-19 เดินหน้าดีขึ้นตามลำดับ จากนี้ไปควรจะยึดแนวทางเดิมคือ ให้ทางการแพทย์เป็นทัพหน้าในการแก้ปัญหา เรายังเห็นด้วยที่โฆษก ศบค.พยายามส่งสัญญาณใจไม่ให้คนไทยประมาทแทบทุกวันและต่อเนื่อง การปลดล็อกมาตรการต่างๆ เร็วเกินไป อาจทำให้ประชาชนจะเกิดความประมาทจนเกิดการระบาดรอบใหม่ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อาจจะซ้ำรอยกับต่างประเทศทั้งยุโรปและญี่ปุ่น โดยเฉพาะซูเปอร์สเปรดเดอร์ในประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา มีการติดเชื้อวันเดียวมากกว่า 1 พันราย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ยอดการติดเชื้อในสิงคโปร์ลดลงจนหลายประเทศจะยึดเป็นโมเดลด้วยซ้ำ

ล่าสุดที่ประเทศสหรัฐ รายงานโดยมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ แสดงถึงความกังวลภายหลังยอดรวมผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 823,786 ราย หรือพุ่งขึ้น 39,460 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะมลรัฐนิวยอร์กที่มีภาวะรุนแรงสุดจนเรียกได้ว่ากลับมาระบาดหนักอีกครั้ง เราจึงเห็นว่าสถานการณ์โดยรวมยังไม่น่าไว้วางใจ การคลายล็อกดาวน์หรือผ่อนปรนมาตรการ จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็น เชื่อว่าคนไทยจะให้ความร่วมมือ