โฆษก ศบค. แถลง ไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 34 ราย รวมยอดสะสม 2,613 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย รวมผู้เสียชีวิตสะสม 41 ราย
เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 63 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) แถลงสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ประจำวัน ว่า ประเทศไทยพบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 34 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 2,613 ราย ใน 68 จังหวัด เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย รวมผู้เสียชีวิตสะสม 41 ราย รักษาหายป่วยเพิ่มขึ้น 177 ราย รวมกลับบ้านแล้ว 1,405 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุระหว่าง 30-39 ปี จำนวน 623 ราย อายุมากที่สุด 97 ปี และน้อยที่สุด 1 เดือน อายุเฉลี่ย 40 ปี แบ่งตามภูมิภาค กรุงเทพฯ นนทบุรี 1,464 ราย ภาคเหนือ 95 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 106 ราย ภาคกลาง 344 ราย และภาคใต้ 531 ราย
สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ วันที่ 14 เมษายน จำนวน 34 ราย แบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยใหม่จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ ฯ แบ่งเป็น 1. ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 27 ราย หรือ 80% 2. ผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยก่อนหน้า 4 ราย ได้แก่ คนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศ (มาเลเซีย อิตาลี) 2 ราย ไปสถานที่ชุมนุม เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลอดนัด สถานที่ท่องเที่ยว 1 ราย อาชีพเสี่ยง เช่น ทำงานในสถานที่แออัด หรือทำงานใกล้ชิดกับชาวต่างชาติ 1 ราย 3. อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 2 ราย กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้า State Quarantines จำนวน 1 ราย (ในจ.สตูล เดินทางมาจากอินโดนีเซีย)
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงไทยอายุ 52 ปี อาชีพพนักงานขับรถ ขสมก. สาย 140 มีโรคประจำตัว ความดันสูง หัวใจโต มีประวัติสังสรรค์ ดื่มสุราในวงเพื่อน ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน ในวันที่ 26 มีนาคม ผู้เสียชีวิต เริ่มมีอาการไข้ ไอเจ็บคอ มีน้ำมูก เสมหะ ไปตรวจที่โรงพยาบาล ใน จ.สมุทรปราการ และกลับไปปฏิบัติงานปกติ 3 เมษายน มีอาการไข้ ถ่ายเหลว หลายใจเหนื่อย ไปตรวจเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาลอีกแห่งในย่านธนบุรี วันที่ 4 เมษายน ผลออกมายืนยันติดเชื้อ หลังจากนั้น อาการแย่ลงและเสียชีวิตในวันที่ 12 เมษายน
กรณีของโรคนี้ มีความแตกต่างจากโรคอื่นๆ คือ ช่วงแรกอาจจะไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอาการ การที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีอาการ จึงไปขับรถ สังสรรค์กับเพื่อนต่อ ทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นมา เรื่องของการปกปิดข้อมูลหรือไม่นั้น หากมีการตรวจพบ เขาอาจจะไปแจ้งเจ้านายหรือแจ้งกับโรงพยาบาล หรือศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ ถามว่าต้องออกข่าวหรือไม่ ไม่ได้เป็นประเด็น แค่แจ้งตามขั้นตอนก็ดีแล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับรายนี้พอมีการรายงาน ได้มีทีมสอบสวนโรคได้เข้าไปสอบสวนโรค พบว่า ผู้ตายอาศัยอยู่คนเดียว มีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการสังสรรค์ 9 คน และมีผู้ที่ทำงานด้วยกันอีก 8 คน นอกจากนี้ ยังมีพนังงานเก็บค่าโดยสาร พนักงานขับรถ พนังกานที่เปลี่ยนกะอีกราว 20 คน ทุกคนถูกตามเก็บตัวอย่างหาเชื้อโควิด-19 ติดตามกันอยู่ คงจะได้มีรายงานว่ามีใครบ้าง พบหรือไม่พบเชื้อ ส่วนคนที่ติดเชื้อมีรายงานอย่างไรจะยืนยันให้ทราบต่อไป
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับ ผู้ป่วยรายใหม่ 34 ราย ในวันที่ 14 เมษายน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 8 ราย ยะลา 6 ราย ปัตตานี, ภูเก็ต 5 ราย นครศรีธรรมราช 4 ราย สมุทรปราการ 2 ราย เลย, พังงา , สตูล 1 ราย และ อยู่ระหว่างการสอบสวน 1 ราย
ขณะที่ 10 อันดับ จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ยังคงเป็นกรุงเทพมหานคร 1,311 ราย ตามด้วยภูเก็ต 186 ราย นนทบุรี 150 ราย สมุทรปราการ 107 ราย ยะลา 90 ราย ปัตตานี 82 ราย ชลบุรี 80 ราย สงขลา 56 ราย เชียงใหม่ 40 ราย และปทุมธานี 33 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 73 ราย จังหวัดที่ยังไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อ 9 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยนาท ตราด น่าน บึงกาฬ พิจิตร ระนอง สิงห์บุรี และอ่างทอง
นายแพทย์ทวีศิลป์ ระบุว่า สำหรับผู้ป่วยสะสมเข้ารับการรักษาแยกตามสังกัด ณ วันที่ 13 เมษายน 2563 แบ่งเป็น โรงพยาบาลเอกชน 787 ราย 42.3% โรงเรียนแพทย์ 480 ราย 25.8% กรมควบคุมโรค 205 ราย 11.0% กรมการแพทย์ 199 ราย 10.7% กรุงเทพมหานคร 117 ราย 6.3% โรงพยาบาลตำรวจ 37 ราย 2.0% กระทรวงกลาโหม 35 ราย 1.9%
“ภายใต้ความร่วมมือของโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีโรงพยาบาลรัฐ 27 แห่ง และเอกชน 41 แห่ง จำแนกตามอาการของผู้ป่วย ได้แก่ ผู้ป่วยไม่มีอาการ 70 ราย อยู่ใน รพ.เอกชน 57 ราย ในรพ.รัฐ 13 ราย อาการน้อย 302 ราย อยู่ใน รพ.เอกชน 45 ราย รพ.รัฐ 257 ราย อาการปานกลาง 153 ราย อยู่รพ.เอกชน 86 ราย รพ.รัฐ 67 ราย อาการหนัก ต้องอยู่ในไอซียู ใช้เครื่องช่วยหายใจ 48 ราย อยู่ใน รพ.เอกชน 11 ราย รพ.รัฐ 37 ราย” นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าว
สำหรับสถานการณ์การใช้เตียงของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ เตียงอื่นๆ (ประกอบด้วย Modified AIIR , Isolate room , Cohort Ward) รวม 1,842 เตียง ใช้ไป 600 เตียง ขณะที่จำนวนเตียงใน Hospitel ทั้งหมด 603 เตียง ปัจจุบัน ใช้ไป 93 เตียง
ขณะเดียวกัน จำนวนเตียงผู้ป่วยโควิด-19 ในเขตสุขภาพที่ 1-12 รวมทั้งหมด 4,820 เตียง ใช้ไป 1,020 เตียง ว่าง 3,800 เตียง แบ่งเป็น ประเภท Airborne Infection Isolation Room: AIIR จำนวน 591 เตียง ว่าง 396 เตียง ประเภท Modified AIIR จำนวน 240 เตียง ว่าง 192 เตียง ประเภท Insolation จำนวน 1,066 เตียง ว่าง 916 เตียง ประเภท Cohort Ward จำนวน 2,435 เตียง ว่าง 1,852 เตียง และ ประเภท เตียงสนาม จำนวน 488 เตียง ว่าง 445 เตียง ในส่วนของ เครื่องช่วยหายใจ ยังเพียงพออยู่ระดับหนึ่ง ในเขตสุขภาพที่ 1-12 ทั่วประเทศ รวม 10,184 เครื่อง ที่ว่างพร้อมใช้งาน 2,855 เครื่อง
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน จำนวนตัวอย่างที่ได้รับการตรวจเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – 10 มีนาคม 2563 สะสมรวมกว่า 100,498 ตัวอย่าง เนื่องจากโควิด-19 เป็นโรคใหม่ ทำให้กลุ่ม PUI ในช่วงแรกอาจใช้เวลานาน การออกโค้ดยังใช้ระบบแมนนวล บวกกับระบบอัตโนมัติ แต่ขณะนี้ เราได้ปรับโดยใช้ระบบออกโค้ดอัตโนมัติ ทางบุคลากรทางการแพทย์ สามารถคีย์เข้าไปและมีการออกโค้ดเพื่อเบิกจ่ายได้ไวมากขึ้น เนื่องจากมีเรื่องงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น ฝ่ายบริหารก็พยายามช่วยกันเพื่อให้ระบบบริการรวดเร็ว ผู้ปฏิบัติงาน หากติดขัดปัญหาใดสามารถแจ้งมาโดยตรงได้
“ทั้งนี้ 14 เมษายน ยังพบการกระทำความผิด ออกนอกเคหะสถาน ได้แก่ เดินทางกลับที่พัก ออกมาทำธุระ ขับข่านพาหนะเล่น ตักเตือน 92 คน และดำเนินคดี 714 คน ขณะที่การชุมชนมั่วสุม ได้แก่ เล่นพนัน ดื่มสุรา ยาเสพติด ดำเนินคดี 149 คน” นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าว









