วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สธ.เตรียมผ่อนคลายเปิดบางสถานที่-บางพื้นที่ หลังสถานการณ์'โคโรน่าไวรัส'ดีขึ้น

สธ.เผยอาจผ่อนคลายบางมาตรการ-บางพื้นที่ ร้านค้า ร้านอาหาร หน่วยงานอาจพิจารณาเปิดได้ แต่่ต้องจัดการใหม่ ส่วนสนามมวย-สถานบันเทิงยังต้องปิดเด็ดขาด หลังสถานการณ์โคโรน่าไวรัสดีขึ้นตามลำดับ


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 เมษายน 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิดข19 (COVID-19) นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิยบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดแนวโน้มดีขึ้นป็นลำดับ จำรนวนผู้ป่วยลดลงเป็นลำดับ แต่ยังมีความจำเป็นมากที่จะต้องคงความเข้มข้นของมาตรการต่างๆไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้ป่วยเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการผ่อนคลายมาตรการบางอย่างในบางพื้นที่หรือไม่ นายแพาย์ธนรักษ์ กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์ผู้ป่วยในประเทศไทยดีขึ้นค่อนข้างมาก แต่ยังต้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ส่วนเรื่องการผ่อนคลายมาตรการเข้มในบางพื้นที่นั้น ตรงนี้เริ่มๆ จะผ่อนคลายไปบ้างแล้ว ดูเป็นบางพื้นที่ แต่ยังต้องปิดเด็ดขาดคือสถานที่ที่เอาคนไปรวมกลุ่มกันมาก เช่น สนามมวย สถานบันเทิง ส่วนร้านค้า ร้านอาหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นสิ่งที่ในพื้นที่จะพิจารณาเปิดได้ แต่ต้องจัดการใหม่ เช่น การจัดโต๊ะต้องห่างกัน รวมถึงธนาคารซึ่งมีความสำคัญในขณะนี้อาจจะต้องพิจารณาจัดเว้นระยะห่างของตู้เอทีเอ็มเพิ่มเติม จากที่เคยวางติดกัน ก็ต้องเพิ่มความห่าง


ต่อข้อถามถ้าให้พิจาณาผ่อนคลายเป็นพื้นที่ๆ แสดงว่าเรื่องการเดินทางข้ามจังหวัดยังต้องห้าม หรือเข้มงวดต่อไป นายแพทย์ธนรักษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ต้องพิจารณาเป็นพื้นที่อีกเช่นกัน หากการเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ที่ไม่มีการระบาด ต้องมีการกักตัวอย่างเข้มข้น 14 วัน ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีการระบาดไปยังพื้นที่มีการระบาดก็ต้องทำเรื่องการเว้นระยะห่าง ส่วนกรุงเทพตามประกาศของผู้ว่าราชการฯ ที่มีผลถึงสิ้นเดือนเม.ย.คิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่มีการขยายเวลาอะไรเพิ่มเพิ่ม แต่อย่างที่บอกว่าการกลับมาใช้ชีวิตก็ต้องมีระยะห่าง และที่ยังย้ำเสมอคือการทำงานที่บ้าน การเหลื่อมเวลาทำงาน การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ กินร้อน ช้อนกลางส่วนตัวต้องทำเข้มข้นเหมือนเดิม

นายแพทย์ธนรักษ์ กล่าวด้วยว่า กรณีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อนั้น ขณะนี้มี 102 ราย โดยที่ผ่านมาได้มีการขยายนิยามเพื่อให้ตรวจจับบุคลกรฯที่ติดเชื้อได้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับโรงพยาบาล ผู้ป่วยและบุคลากรเอง โดยเมื่อบุคลากรมีอาการน้อยมากๆ ก็จะส่งตรวจและวินิจฉัยโควิด-19 ทันที ทำให้เจอบุคลากรฯติดเชื้อเร็วขึ้นและมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บุคลากรฯที่ป่วยไม่ได้ทุกคนจะติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่ดูแล รักษาผู้ป่วย โดยผู้ที่ติดเชื้อจากการดูแลรักษาผู้ป่วย 65 % ติดเชื้อจากในชุมชนคือมีใครสักคนติดเชื้อแล้วเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดประมาณ 20 % ที่เหลือไม่สามารถระบุว่าติดเชื้อจากที่ไหนได้ แยกเป็นพยาบาลราว 40% แพทย์ 10 % ผู้ช่วยพยาบาล/ผู้ช่วยแพทย์ 10 % ที่เหลือเป็นตำแหน่งหน้าที่อื่นๆ


“บุคลการทางการแพทย์มีความเสี่ยงสูงเพราะใกล้ชิดคนติดเชื้อ ทางกระทรวงสาธารณสุขมีความพยายามตั้งแต่ต้นที่จะป้องกันให้มีโอกาสติดเชื้อน้อยสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และประชาชนสามารถช่วยได้คือการแจ้งประวัติการป่วยให้ชัดเจน เพราะหลายครั้งมีคนไข้บางคน ไม่แจ้งประวัติการป่วยที่เป็นปัจจุบัน เช่น ผู้ป่วยมาตามนัดก็จะบอกว่ามาตามนัดโรคอะไร แต่บางคนอาจจะมีอาการไอนิดหน่อย หรือไข้เล็กน้อยด้วยแต่ไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที จึงอยากขอความร่วมมือประชาชนไม่ว่าจะมีอาการคล้ายหวัดเบาแค่ไหน ก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ด้วยเพื่อที่จะได้ป้องกันตนเองและดูแลคนไข้อย่างเหมาะสม เพราะโรคโควิด-19 จะติดเชื้อแล้วมีอาการน้อยได้ถึง 80 %”นายแพทย์ธนรักษ์กล่าว