วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดตัวเลขห้องไอซียู-เครื่องช่วยหายใจไทย พร้อมรับคนติด'โคโรน่าไวรัส'อาการหนัก

สธ.เตรียมไอซียูดูแลผู้ป่วยโควิด-19อาการหนักกว่า 5 พันห้อง เครื่องช่วยหายใจกว่า 1 หมื่นเครื่องกระจายทั่วประเทศ เฉพาะกทม.-ปริมณฑล 150 เตียง สิ้นพ.ค.เพิ่มเป็นเกือบ 300 เตียง ย้ำสถานการณ์ปัจจุบันไอซียูเพียงพอรองรับผู้ป่วย ไทยตรวจแล็บแล้วกว่า1 แสนตัวอย่าง

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 เมษายน 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิดข19 (COVID-19)นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การบริหารจัดการเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพและปริณฑล มีโรงพยาบาลภาครัฐจากทุกสังกัดเข้าร่วมดูแลผู้ป่วย 30 แห่ง และภาคเอก 75 แห่ง รวม 105 แห่ง โดยจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วย ณ วันที่ 12 เมษายน 2563 รวม 1,978 เตียง และในฮอสพิเทลอีก 600 ห้อง ส่วนห้องไอซียู มีรองรับประมาณ 120 ห้อง ปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาประมาณ 60 คน ถ้าสถานการณ์ประเทศไทยไม่มีผู้ป่วยเพิ่มมากนักเหมือนกรณีที่มีผู้ป่วยจำนวนมากจากสนามมวย เชื่อว่าศักยภาพของโรงพยาบาลเพียงพอ


“ในปลายเดือนเมษายนจะมีเตียงรองรับผู้ป่วยหนักที่ต้องเข้าไอซียูรวมเป็น 187 เตียง และคาดว่าจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมจะมีทั้งหมด 292 เตียง โดยใช้แผนการขยายบนศักภาพของแต่ละโรงพยาบาลเพื่อให้มีห้องไอซียูเพียงพอในการรองรับดูแลผู้ป่วยหนัก และในภาคเอกชนขณะนี้มีสมรรถนะที่จะดูแลผู้ป่วยหนักได้ราว 90 เตียง และมีแผนพัฒนาประมาณ 48 เตียง โดยรวมพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ณ วันนี้ มีสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยหนักที่ต้องเข้าไอซียุได้ไม่น้อยกว่า 150 เตียง และสิ้นเดือนพฤษภาคมจะมีเกือบ 300 เตียง เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนช่วยกันไม่ให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและมีผู้ป่วยหนักมากเกินไปในกรุงเทพฯและปริมณฑลสามารถดูแลได้”นายแพทย์ณรงค์กล่าว


นายแพทย์ณรงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดมีการเตรียมพร้อมห้องไอซียูและห้องปลอดเชื้อความดันลบซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือทั้งโรงเรียนแพทย์และภาคเอกชน บูรณาการในการบริหารจัดการเตียง ภาพรวมมีไอซียูรวม 4,955 ห้อง เครื่องช่วยหายใจ 10,184 เครื่อง แยกเป็น เขตสุขภาพที่ 1 จำนวน 520 เตียง 1,205 เครื่อง เขตสุขภาพที่ 2 จำนวน 330 เตียง 598 เครื่อง เขตสุขภาพที่3 จำนวน 149เตียง 572 เครื่อง เขตสุขภาพที่4 จำนวน351 เตียง 400 เครื่อง เขตสุขภาพที่5 จำนวน 589 เตียง 1,500 เครื่อง เขตสุขภาพที่6 จำนวน 451 เตียง 860 เครื่อง เขตสุขภาพที่7 จำนวน 293 เตียง 850 เครื่อง เขตสุขภาพที่8 จำนวน 372 เตียง 1,051 เครื่อง เขตสุขภาพที่9จำนวน 535 เตียง 1,185 เครื่อง เขตสุขภาพที่10จำนวน 545 เตียง 433 เครื่อง เขตสุขภาพที่11จำนวน 396 เตียง 696 เครื่อง และเขตสุขภาพที่12จำนวน 424 เตียง 834 เครื่อง


นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการหรือการตรวจแล็บเป็นมาตรการสำคัญทั้งในการป้องกัน ควบคุมโรคและรักษาผู้ป่วย และการตรวจแล็บที่เป็นมาตรฐานและองค์การอนามัยโลหรือฮูแนะนำคือการตรวจสารหาสารพันธุกรรมจากคอ จมูก หรือทางเดินหายใจหรือเรียกว่าRT PCR ซึ่งปัจจุบันทั่วประเทศมีห้องแล็บที่ผ่านการประเมินมาตรฐานและกรมให้การรับรองในการตรวจหาเชื้อก่อโรคโควิด-19 แล้ว 93 แห่งทั้งภาครับและเอกชน กระจายทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยมีแผนจะให้ครอบคลุม 1 จังหวัด 1 แล็บเป็นอย่างน้อย ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการตรวจแล็บหาเชื้อก่อโรคโควิด-19แล้ว 100}498 ตัวอย่าง เฉพาะช่วงสัปดาห์วันที่ 4-10 เมษายน ตรวจจำนวน 16,490 ตัวอย่าง


“การตรวจในส่วนของภาคเอกชนเป็นการจัดหาเครื่องมือและน้ำยาตรวจโดยเอกชนดำเนินการเอง ขณะที่มหาวิทยาลัย ภาครัฐอื่นๆ และกรมก็ไม่ได้มีการจัดหาซื้อเครื่องมือใหม่มาใช้ในการตรวจแต่อย่างใด เพราะมีเครื่องมือเดิมที่สามารถนำมาใช้ได้อยู่แล้ว มีโรงพยาบาลเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่ใช้เงินของโรงพยาบาลซื้อเครื่องมือเพิ่มเติม และไม่ได้มีการจัดซื้อเครื่องมือแบบรวมและไม่มีการกำหนดสเปคจากส่วนกลาง ดังนั้น ที่มีบางสื่อลงข่าวว่าจะมีการพัฒนาการตรวจแล็บไปถึงระดับของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)นั้นไม่เป็นความจริง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีนักเทคนิคการแพทย์ไปประจำอยู่และมีห้องแล็บที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับไบโอเซฟตี้ไปตั้งที่รพ.สต. รวมถึง กรณีที่ลงข่าวว่ามีการตั้งงบประมาณหลายพันล้านบาทในการจัดซื้อเครื่องมือตรวจก็ไม่เป็นจริง โดยทหัก 30-40%ของนักการเมืองก็ไม่เป็นความจริง ซึ่งการที่สื่อบางแห่งรายงานข่าวคลาดเคลื่อน ไม่ตรงความเป็นจริง ทำให้ประชาชนสับสน และทำให้เจ้าหน้าที่ที่มุ่งทำงานหนักในการดูและประชาชนจากโควิด-19เกิดอาการท้อด้วย”นายแพทย์โอภาสกล่าว


นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิยบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดแนวโน้มดีขึ้นป็นลำดับ จำรนวนผู้ป่วยลดลงเป็นลำดับ แต่ยังมีความจำเป็นมากที่จะต้องคงความเข้มข้นของมาตรการต่างๆไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้ป่วยเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กรณีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อนั้น ขณะนี้มี 102 ราย โดยที่ผ่านมาได้มีการขยายนิยามเพื่อให้ตรวจจับบุคลกรฯที่ติดเชื้อได้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับโรงพยาบาล ผู้ป่วยและบุคลากรเอง โดยเมื่อบุคลากรมีอาการน้อยมากๆ ก็จะส่งตรวจและวินิจฉัยโควิด-19 ทันที ทำให้เจอบุคลากรฯติดเชื้อเร็วขึ้นและมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บุคลากรฯที่ป่วยไม่ได้ทุกคนจะติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่ดูแล รักษาผู้ป่วย โดยผู้ที่ติดเชื้อจากการดูแลรักษาผู้ป่วย 65 % ติดเชื้อจากในชุมชนคือมีใครสักคนติดเชื้อแล้วเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดประมาณ 20 % ที่เหลือไม่สามารถระบุว่าติดเชื้อจากที่ไหนได้ แยกเป็นพยาบาลราว 40% แพทย์ 10 % ผู้ช่วยพยาบาล/ผู้ช่วยแพทย์ 10 % ที่เหลือเป็นตำแหน่งหน้าที่อื่นๆ


“บุคลการทางการแพทย์มีความเสี่ยงสูงเพราะใกล้ชิดคนติดเชื้อ ทางกระทรวงสาธารณสุขมีความพยายามตั้งแต่ต้นที่จะป้องกันให้มีโอกาสติดเชื้อน้อยสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และประชาชนสามารถช่วยได้คือการแจ้งประวัติการป่วยให้ชัดเจน เพราะหลายครั้งมีคนไข้บางคน ไม่แจ้งประวัติการป่วยที่เป็นปัจจุบัน เช่น ผู้ป่วยมาตามนัดก็จะบอกว่ามาตามนัดโรคอะไร แต่บางคนอาจจะมีอาการไอนิดหน่อย หรือไข้เล็กน้อยด้วยแต่ไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที จึงอยากขอความร่วมมือประชาชนไม่ว่าจะมีอาการคล้ายหวัดเบาแค่ไหน ก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ด้วยเพื่อที่จะได้ป้องกันตนเองและดูแลคนไข้อย่างเหมาะสม เพราะโรคโควิด-19 จะติดเชื้อแล้วมีอาการน้อยได้ถึง 80 %”นายแพทย์ธนรักษ์กล่าว