วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยกเลิกที่กักกัน ยึดหลักการแพทย์

จากประเด็นการยกเลิกศูนย์กักกันเฝ้าระวังโควิด-19 เปลี่ยนเป็นกักกันที่บ้าน กลายเป็นเรื่องที่ประชาชนจับตามอง เนื่องจากขัดแย้งกับที่นานาประเทศดำเนินการ แม้สุดท้ายรัฐบาลระบุเป็นเหตุผลทางการแพทย์ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่รัฐบาลไม่ได้สื่อสารทำความเข้าใจเท่าที่ควร

วันที่ 11 มี.ค.2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล ตึกไทยคู่ฟ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโรคโควิด19 เป็นนัดแรก ที่ประชุมมีมติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.เข้าเมือง ประกาศยกเลิกวีซ่า ออน แอไรวัล (วีโอเอ) 18 ประเทศ ประกอบด้วย บัลแกเรีย, ภูฏาน, จีน, ไซปรัส, เอธิโอเปีย, ฟิจิ, จอร์เจีย, อินเดีย, คาซัคสถาน, มอลตา, เม็กซิโก, นาอูรู, ปาปัวนิวกินี, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน, สาธารณรัฐวานูอูตู และเขตเศรษฐกิจไต้หวัน

ประเทศดังกล่าว หากนักท่องเที่ยวต้องการเดินทางเข้ามาจะต้องไปติดต่อสถานทูตไทยในแต่ละประเทศ พร้อมทั้งยกเลิกฟรีวีซ่าชั่วคราวกับนักท่องเที่ยว 3 ประเทศ คือ อิตาลี เกาหลีใต้ ฮ่องกง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ปกติ นอกจากนี้ มีมาตรการที่เป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมากคือ การยกเลิกทุกศูนย์กักกันเฝ้าระวังโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานที่ที่รัฐบาลกำหนดให้ เปลี่ยนเป็นกักกันที่บ้าน เป้าหมายอยู่ที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานผิดกฎหมายหรือผีน้อยจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐมนตรีมหาดไทยมอบอำนาจฝ่ายปกครองจัดส่งกลับภูมิลำเนา มีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 10 มี.ค.

รมว.มหาดไทย แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายลงโทษหากเจ้าตัวไม่ทำตามมาตรการที่กำหนด เช่น การออกนอกพื้นที่ เจ้าหน้าที่ สธ. ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ จะร่วมกันเฝ้าดูอาการและจะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสุขภาพตลอดเวลา หากมีปัญหาทางสุขภาพจะนำไปที่โรงพยาบาลทันที รมว.มหาดไทยอ้างข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อควบคุมกลุ่มเสี่ยงให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ให้เกิดการแพร่กระจาย เพราะถ้านำคนไปรวมไว้สถานที่หนึ่งจะติดกันได้ เหมือนกับกรณีเรือไดมอนด์ปริ้นเซส

สรุปเป็นเหตุผลทางการแพทย์ ขัดแย้งกับข้อมูลข้อเท็จจริงที่นานาประเทศดำเนินการ เนื่องจากศูนย์กักกันเป็นเครื่องมือที่ดีในการควบคุมไม่ให้เชื้อหรือผู้ติดเชื้อแพร่ระบาดไปยังประชาชนทั่วไป หากนำมาไว้ในที่เดียวกันซึ่งไม่ใช่สถานที่ปิดหรือแออัด การกำกับดูแลจะมีประสิทธิภาพมากกว่าปล่อยให้กลับไปอยู่ที่บ้าน ซึ่งมีครอบครัวอยู่อาศัย ที่สำคัญทุกครอบครัวมีเพื่อนบ้าน ปัญหาจะตามมาอีกมาก ข้อมูลที่น่าสนใจและตรงกันก็คือขณะนี้แทบทุกพื้นที่ที่รัฐบาลใช้เป็นที่กักกัน ส่วนใหญ่เป็นค่ายทหารในต่างจังหวัด พบว่ามีกระแสต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่

เราเห็นว่า รัฐบาลไม่ได้สื่อสารและทำความเข้าใจ เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องทำงานหนักกว่านี้ในประเด็นการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน ต้องใช้ช่องทางสื่อของรัฐอธิบายมากกว่านี้ เพื่อให้เห็นว่าการที่ผีน้อยจะเข้าประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านขั้นตอนของสถานทูต ไม่เพียงกระบวนการทางการแพทย์ มาตรฐานทางการบินและสายการบินจะไม่ยอมถ้าไม่มีรับประกันจากประเทศต้นทาง เราหวังว่าการจัดการมหันตภัยโควิด-19 มีเป้าหมายในการปกป้องชีวิตคนไทย และการแก้ปัญหา เป็นไปตามหลักทางการแพทย์ ไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง