วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หยุด! พฤติกรรมเหล่านี้ ก่อนไทยจะเจอแจ็คพอต 'โควิด-19'

เมื่อคนไทยเกิดการ “ตีตรา”หรือ”รังเกียจ”คนไทยที่เดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการระบาดต่อเนื่องของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดการต่อต้าน ด้วยการกระทำพฤติกรรม ที่จะเพิ่มความเสี่ยงโรคแพร่มากขึ้น จนอาจเกิดแจ็คพอตในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 นายแพทย์ สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวระหว่างแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19(COVID-19)ว่าขอความร่วมมือผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคต่อเนื่อง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด กักกันตนเองอยู่ที่บ้าน / ที่พัก เป็นเวลา 14 วัน งดกิจกรรมทางสังคม ไม่ไปอยู่ในที่คนหนาแน่น หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ เป็นสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ช่วยให้ประเทศไม่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง

ในส่วนประชาชนทั่วไป ขออย่าได้รังเกียจผู้ป่วยหรือผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค โรคนี้ป้องกันได้ ด้วยการกินร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยหากจำเป็นต้องไปในที่ที่มีคนหนาแน่น ขอให้ตระหนัก ไม่ตระหนก เพื่อสังคมสมานฉันท์

“ประชาชนที่มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ที่มีการรายงานพบผู้ป่วยต่อเนื่อง หลังเดินทางกลับประเทศไทยภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ เจ็บคอ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูกไอ เสมหะ หายใจเร็ว หอบให้สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้”นายแพทย์สุวรรณชัยกล่าว 

อ่านข่าว-ข้อปฏิบัติคนไทยรับมือโควิด-19 ในวันที่สถานการณ์เข้าระยะ3

ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อสังคมเกิดการตีตราและแสดงความรังเกียจคนที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดของโรค ทำให้กลุ่มคนที่กลับมาแสดงพฤติกรรมในลักษณะที่สวนทางกับคำแนะนำในการเฝ้าระวังป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข 

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และจิตแพทย์ กล่าวว่า การตีตรา แบ่งแยก กีดกัน จะสร้างความเครียด วิตกกังวลให้เกิดขึ้นกับคนที่ถูกตีตรา จนนำมาสู่การแบ่งเขา แบ่งเรา ไม่ใช่พวกเดียวกัน เกิดอารมณ์อื่นๆผสมเข้ามา ทำให้เกิดความรู้สึกเราไม่ใช่พวกเขา จึงเกิดพฤติกรรมบางอย่างที่สะท้อนกลับ ซึ่งจะทำให้คนที่ถูกตีตราไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัวเอง ปิดบังข้อมูล ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติโดยไม่ทำตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข คล้ายกับกรณีที่พบโรคเอดส์ใหม่ๆที่มีการตีตราผู้ป่วยจนไม่กล้าเปิดเผย แต่โรคนี้ติดง่ายกว่าโรคเอดส์ 

การกระทำพฤติกรรมที่สวนทางกับคำแนะนำนั้นจะส่งผลต่อการควบคุมโรคและเพิ่มความเสี่ยงที่โรคจะระบาดในประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่

นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อต่อทั่วไป กล่าวว่า หากผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศที่มีโรคระบาดต่อเนื่องไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น กลุ่มคนแรกที่เสี่ยงที่จะรับได้รับเชื้อหากคนนั้นเกิดป่วยขึ้น คือ คนในครอบครัว คนใกล้ชิด ซึ่งก็เป็นคนที่ตัวเองรักทั้งสิ้น 

เพราะฉะนั้น จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ในการที่จะต้องไม่สัมผัสใกล้ชิดคนในครอบครัว ไม่ใช้สิ่งของต่างๆร่วมกัน แยกสำรับอาหารกินร้อนช้อนกลาง ใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ จนครบ 14 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าคนในครอบครัวจะปลอดภัยจากโรคนี้ โดยที่ตัวเราไม่ใช่คนแพร่เชื้อ จากนั้นต้องรับผิดชอบสังคมโดยรวม โดยเฝ้าระวังตัวเองอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน ไม่ออกไปทำกิจกรรมในที่สาธารณชน

ยกตัวอย่าง การไม่เฝ้าระวังตัวเองอยู่กับบ้าน แต่ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านร่วมกับคนในครอบครัวหรือเพื่อน คนที่จะกลายเป็นผู้ที่เสี่ยงสูงที่สุดที่จะติดโรคหากคนเดินทางกลับมาเกิดการป่วยขึ้น คือ คนที่ไปทานอาหารด้วยกัน ซึ่งก็คือคนที่เป็นที่รัก ส่วนคนอื่นๆที่รับประทานอาหารอยู่ในร้านเดียวกันและมีโต๊ะห่างออกไป 1-2 เมตรนั้น ก็จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าคนที่ร่วมโต๊ะเดียวกัน


ต่อข้อถามการมีพฤติกรรมเช่นนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิด Super Spreader ในประเทศขึ้นหรือไม่


นายแพทย์โสภณ กล่าวว่า การเกิดSuper Spreader ขึ้นนั้นเป็นเหมือนแจ็คพอตที่ไม่รู้ว่าใครจะเจอ หรือเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น การกระทำพฤติกรรมที่สวนทางกับคำแนะนำในการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ขอร้องว่าอย่าทำ จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อให้เกิดขึ้นในประเทศมากขึ้น ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด