พลังงานที่สะอาด เป็นอีกหนึ่งแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ที่มีขนาดเล็ก อันเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล สามารถเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ปอด และกระแสเลือด นำไปสู่โรคทางเดินหายใจและโรคมะเร็งในอนาคตได้
การปรับเปลี่ยนการใช้นำมันที่มีค่ากำมะถันไม่เกิน 10 ppm และการหันไปใช้น้ำมันมาตรฐาน B 10 เป็นอย่างต่ำ จึงได้รับการบรรจุในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” และในหลายระดับ และเร่งผลักดันโดยรัฐบาลในช่วงที่เกิดวิกฤตุ่นพิษอย่างในช่วงเวลานี้ แม้วัตถุประสงค์หลักๆของการผลิตน้ำมัน B 10 จะเป็นไปเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานและการจัดการผลิตผลการเกษตรปาล์มน้ำมันของประเทศที่มักมีราคาตกต่ำในตลาดอยู่เสมอ
กระทรวงพลังงานอธิบายว่า B 10 คือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีสัดส่วนไบโอดีเซล 9-10% โดยในปีที่ผ่านมา มีรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลประมาณ 10.5 ล้านคัน เป็นรถที่ใช้น้ำมันดีเซล B 10 อยู่ประมาณ 5.3 ล้านคัน หรือ 50% ที่เหลือ จะเป็นรถยนต์ดีเซลราคาแพง และรถยนต์ที่เก่ามากๆ
นโยบายการเพิ่มสัดส่วนการผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงขึ้น จะทำให้สามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่มาจากการนำเข้าได้มากขึ้นตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของเชื้อเพลิงชีวภาพ หากดีเซล B 10 เป็นดีเซลฐาน ทำให้สามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณการใช้ดีเซล (หรือประมาณวันละ 1.8 ล้านลิตร) ซึ่ง หากเป็นไปตามเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซล (B 100) ให้ได้ประมาณ 7.0 ล้านลิตร /วัน จะสามารถดูดซับน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดของประเทศในปัจจุบัน (หรือประมาณ 2.2 ล้านตัน/ปี), กระทรวงพลังงานระบุ
โดยกรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนนโยบาย โดยได้ออกประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานสำหรับรถดีเซลทั่วไป น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 7 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถเก่าและรถยุโรป และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 20 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ และในเดือนมีนาคมปีนี้ กระทรวงพลังงานกำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 มีจำหน่ายในทุกสถานี
ในแผนปฏิบัติการฯ แก้ไขปัญหุ่นละอองเอง ได้เร่งรัดการใช้น้ำมันที่มีค่ากำมะถันไม่เกิน 10 ppm นี้ โดยช่วงระยะเวลาเร่งด่วนหรือวิกฤติ แม้จะไม่ได้กำหนดให้ใช้เป็นจำนวนเท่าไหร่ เพียงแต่ระบุว่าให้นำมาใช้โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งมีปัญหาฝุ่นพิษที่เกิดจากเครื่องยนต์ดีเซลมากที่สุดให้ได้มากที่สุด แต่แผนฯ ระยะถัดไป (2562-2564) กำหนดให้มีการบังคับใช้น้ำมันนี้ทั่วประเทศภายในปี 2567
ในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อพิจารณามาตรการยกระดับแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในกรุงเทพมหานครที่มีรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน, กระทรวงพลังงาน โดยรัฐมนตรีพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ได้เสนอให้เร่งรัดการเติมน้ำมันไบโอดีเซล B 7 และ B 10 โดยขอความร่วมมือหน่วยงานราชการให้เติมน้ำมันนี้หากรถยนต์ของหน่วยงานสามารถเติมได้ เพื่อช่วยลด PM2.5 ในระยะสั้น
ความคืบหน้า
ในเวทีเสวนา “B 10” สร้างสมดุลปาล์มน้ำมัน สู่ความยั่งยืน จัดขึ้นจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ คมชัดลึก และเครือเนชั่นฯ ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ในวันพุธที่ผ่านมา พลเอกประวิตรได้กล่าวว่า B 10 เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสถียรภาพให้กับราคาพืชผลการเกษตร เพราะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับต้นๆ ในนโยบายของรัฐบาล
พลเอกประวิตรกล่าวว่า ราคาปาล์มไม่มีเสถียรภาพมาหลายปี รัฐบาลติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ที่ราคาอยู่ที่ 2 บาท ผลผลิตล้นตลาด และตอนนี้ราคาพุ่งถึง 8 บาท ปัจจัยหนึ่งมาจากดำเนินนโยบายของรัฐบาล, พลเอกประวิตรกล่าวเสริม
“รัฐบาลได้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการบริหารพลังงานในประเทศจากที่เคยเป็นเรื่องของความมั่นคง มาสู่การใช้พลังงาน แก้โจทย์พืชผลเกษตรตกต่ำ ดูแลพี่น้องเกษตรกร และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
“ปัจจุบันเทรนด์พลังงานโลกเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยโชคดีมี “พลังงานบนดิน” คือ ปาล์มน้ำมัน ซึ่งตอบโจทย์เรื่องนี้โดยตรง นอกจากเสริมศักยภาพด้านพลังงานของไทยแล้ว และยังให้ผลพลอยได้อื่นๆ อีก เช่น การดูแลเรื่องรายได้พี่น้องเกษตรกร แก้โจทย์ผลผลิตปาล์มล้นตลาด และช่วยลดมลภาวะทางอากาศ PM2.5” พลเอกประวิตรกล่าว
ตั้งแต่กระทรวงพลังงานได้บังคับใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกรดพื้นฐาน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ทำให้เกิดการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบถึง 2 ใน 3 สร้างเสถียรภาพให้กับราคาปาล์มดิบ เกษตรกรสวนปาล์มและผู้ประกอบการปาล์มเกิดความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาล, พลเอกประวิตรระบุ
“รัฐบาลได้ทำตามสัญญา โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการจากหลายภาคส่วนกระทรวงพลังงานเป็นผู้ริเริ่มนโยบาย B 10 จึงดำเนินงานประสานกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยเพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ การทำให้ภาคเศรษฐกิจการเกษตรเข้มแข็ง ประชาชนในระดับฐานรากเกิดความมั่นคงในรายได้ ยืนยันรัฐบาลมาถูกทางแล้ว เพราะได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาสสำหรับเกษตรกรและประเทศไทยในภาพรวม,” พลเอกประวิตรกล่าว
ทางด้านนายสนธิรัตน์ หนึ่งในผู้ร่วมเวทีสัมมนา ให้การยืนยันว่า รัฐบาลจะส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B 10 เป็นน้ำมันเกรดพื้นฐานของดีเซล และจะเป็นนโยบายถาวร เพื่อแก้ไขปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ โดยจะดูดซับน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกินมาผลิตดีเซล B 10 เพื่อทำให้น้ำมันบนดิน มีราคาดีกว่าน้ำมันใต้ดิน
นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ราคาปาล์มปรับตัวดีขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากช่วงปลายฤดูกาลผลิตซึ่งมีผลผลิตน้อยและสต็อกน้อย และโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งสั่งซื้อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% (B100) เพื่อเตรียมพร้อมนำมาผลิตดีเซล B 10 ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่กำหนดให้ทุกสถานีบริการหรือปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ จะต้องจำหน่ายดีเซล B 10 ครบทุกปั๊ม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้เป็นต้นไป ทำให้ราคาปาล์มขยับขึ้นไปแตะ 7-8 บาทต่อกิโลกรัม
“ต่อจากนี้ไปราคาปาล์มจะดีอย่างแน่นอน เพราะภาคพลังงานจะดูดซับผลิตผลิตปาล์ม 2 ใน 3 ของปริมาณผลิต และอีก 1 ใน 3 จะเป็นการบริโภค ซึ่งรถยนต์กินปาล์มทุกวันไม่มีเบื่อ แต่ภาคการบริโภคเบื่อแล้วก็หันไปกินอย่างอื่นได้ และ B 10 เป็นนโยบายถาวรไม่กลับไปกลับมา ฉะนั้นราคาปาล์มทั้งปีนี้ รัฐบาลจะดูแลให้มีเสถียรภาพ” นายสนธิรัตน์กล่าว
ทางภาคธุรกิจเองเริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน อาทิ กลุ่ม ปตท. โดยศูนย์ข่าวข่าวพลังงานได้รายงานว่า กลุ่มปตท.ได้เร่งขยายหัวจ่ายน้ำมันให้ครบทุกปั๊มกว่า 1,850 แห่งทั่วประเทศ ให้ทันภายในเดือนมีนาคมนี้พร้อมโปรโมชั่นกระตุ้นการเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน B10 ให้มากขึ้น
โดยน้ำมัน พีทีที อัลตร้าฟอร์ซ ดีเซล B 10 และ พีทีที อัลตร้าฟอร์ซ ดีเซล B 20 ซึ่งจะถูกจ่ายไปยังสถานีบริการน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคกลางและภาคตะวันออกบางส่วน นั้น ถูกระบุว่า จะสามารถช่วยลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ได้ประมาณร้อยละ 24 อีกทั้งยังช่วยลดควันดำได้ประมาณร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติ (บี10) เนื่องจากน้ำมันสูตรพิเศษนี้จะทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์มากขึ้น






