คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เผยเก็บตัวอย่างกล้วย น้ำ ดิน จากสวนกล้วย อ.พญาเม็งราย ตรวจแล็บต่างประเทศพบสารเคมีตกค้างหลายชนิด
เผยมีผลกระทบในระยะยาว ควบคุมพื้นที่ปลูกไม่เกิน 2,700 ไร่ ระบุรอรายงานจากจังหวัดเชียงราย หลังไม่ส่งผลการสรุปมาตามนัดวันที่ 7 ก.ค. เตรียมประชุมยื่นเอกสารขอผลการรายงานครั้งที่ 2 หากครั้งที่ 3 ไม่ได้เตรียมดำเนินการตามกฎหมาย
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงกรณีสวนกล้วยหอมในพื้นที่อ.พญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ทางเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ได้ร่วมกับอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างของกล้วย ดิน และน้ำ จากแปลงปลูกกล้วยของห้างหุ้นส่วนรายหนึ่ง ระหว่างการเข้าไปตรวจสอบติดตาม ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2559 และได้จัดส่งตัวอย่างดังกล่าวไปตรวจวิเคราะห์หาสารตกค้าง โดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานระหว่างประเทศ
โดยได้ทำการเก็บตัวอย่าง กล้วยหวีขนาดเล็กซึ่งยังไม่เติบโตเต็มที่จากแปลงปลูก กล้วยที่เก็บเกี่ยวแล้วแต่มีขนาดเล็กไม่ได้มาตรฐานสำหรับการส่งออก และกล้วยที่เก็บเกี่ยวแล้วขนาดสมบูรณ์สำหรับการส่งออก ประเภทละ1ตัวอย่าง และเก็บตัวอย่างดินจากแปลงปลูกจาก 7 จุด แล้วนำมาผสมจนเป็นเนื้อเดียวกันจำนวน 1 ตัวอย่าง พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างน้ำจากแปลงปลูกจำนวน 3 ตัวอย่าง จากบ่อน้ำบรรจุสารเคมีสำหรับจุ่มกล้วย หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อเตรียมบรรจุลงกล่อง บ่อน้ำเปล่าสำหรับล้างกล้วย และน้ำจากแหล่งน้ำบริเวณแปลงปลูก อย่างละ 1 ตัวอย่าง
โดยได้นำตัวอย่างกล้วย น้ำ ดินและตัวอย่างเลือดของคนงาน ไปตรวจสอบสารเคมีในแล๊ปต่างประเทศ พบว่ามีสารเคมีตกค้างอยู่และปะปน ผลการวิเคราะห์พบว่ากล้วยที่มีขนาดตามมาตรฐานการส่งออก พบสารกำจัดเชื้อรา Prochloraz สารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในดิน 2 ชนิด ได้แก่สารกำจัดวัชพืช Glyphosate และสารกำจัดเชื้อรา Propiconazole และน้ำจากแปลงปลูกพบสาร Propiconazole 16 ลูกบาศ์กมิลลิลิตร ซึ่งเป็นสารที่พบการตกค้างในดินจากแปลงปลูกเช่นเดียวกัน
ในขณะที่น้ำในบ่อบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพื่อจุ่มก่อนการบรรจุกล่องส่งออก พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งหมด 5 ชนิด เป็นสารกำจัดแมลง 1 ชนิดและสารป้องกันและกำจัดโรคพืช 4 ชนิด ได้แก่ Difenoconazole,Carbendazim,Prochloraz และ Thiophanate Methyl
เบื้องต้นสารเคมีนี้อาจจะไม่เป็นอันตรายในระยะแรก แต่หากมีการดำเนินการปลูกกล้วยหอม โดยใช้สารเคมีในลักษณะนี้ในระยะยาว จะมีผลกระทบที่สารเคมีปนเปื้อนในดินและน้ำรวมถึงตัวคนงานได้ และที่ผ่านมาได้มีการทำข้อตกลงจำกัดพื้นที่ปลูกกล้วยหอม ให้เหลือเพียง 2,700 ไร่แล้วโดยไม่ให้ทำการขยายเพิ่ม อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ทางคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม. )ได้ลงพื้นที่สวนกล้วยในอ.พญาเม็งราย เพื่อเข้าไปตรวจสอบสอบถาม กรณีใช้น้ำ สารเคมี และคนงานตามที่ได้มีผู้ร้องเรียนมาเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้มีการเรียนเชิญหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงการดำเนินการ โดยจังหวัดเชียงรายได้มีการตั้งมีคณะกรรมการตรวจสอบสวนกล้วยหอมขึ้นมา โดยได้มีข้อสรุปว่าจะมีการส่งรายงานการดำเนินการทั้งหมด ให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนห่งชาติ ยังไม่ได้รับรายงานจากคณะกรรมการของจังหวัดดเชียงรายแต่อย่างใด
ทั้งนี้ในวันที่ 11 พ.ย. ที่จะถึงนี้ทางคณะอนุกรรมการสิทธิ จะมีการสรุปผลการร้องเรียนในแต่ละพื้นที่ โดยหนึ่งในนั้นผลการสรุปจะมีเรื่องสวนกล้วยหอมในพื้นที่อ.พญาเม็งราย จ.เชียงรายรวมอยู่ด้วย ซึ่งในระหว่างนี้หากไม่ได้รับผลการสรุปจากทางจังหวัดเชียงราย ก็จะมีการทำหนังสือขอผลการสรุป ส่งไปทางจังหวัดเชียงรายเป้นครั้งที่ 2 โดยจะมีการขอผลสรุปทั้งหมด 3 ครั้งซึ่งหากถึงครั้งที่ 3 แล้วยังไม่ได้รายงานผลสรุปมทางคณอนุกรรมการสิทธิ ก็จะมีมาตราการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป









