กรณีธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 กำลังจะประกาศใช้ หลังคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบร่างธรรมนูญดังกล่าว ตามกรอบระยะเวลา 5 ปี
ที่กำหนดให้ทบทวนเนื้อหาและยกร่างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถนำเนื้อหาที่หลากหลายไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านสุขภาพที่ครอบคลุมทั้ง กาย จิต ปัญญา และสังคม ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปิดกว้างด้านข้อมูลข่าวสาร สร้างความสับสนในประเด็นข้อเท็จจริงจนส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน
นพ.ธีระ วรธนารัตน์ แพทย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ถึงโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น ว่าผลการศึกษายืนยันการเกิดปัจจัยจากความเสื่อมถอยของร่างกายที่เป็นไปตามอายุและการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งมีอิทธิพลเพียง 20% เท่านั้น แต่อีก 80% จากปัจจัยภายนอกร่างกาย สภาพแวดล้อม กลายเป็นสาเหตุหลักและเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า Social Determinants of Health:เอสดีเฮช หรือ “ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ”
การศึกษาสุขภาวะของกลุ่มประชากรในเขตกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ชี้ว่า ประชาชนที่มีความรู้ด้านสุขภาพที่แตกต่าง มีผลต่อการเกิดโรคที่แตกต่างเช่นกัน จากการปฏิบัติตนที่ดีต่อสุขภาพ กลายเป็นหัวข้อสำคัญของทุกประเทศที่ต้องการให้ประชากรของตนมีสุขภาพที่ดี และเป็นที่มาของ “Health Literacy ซึ่งมีคำจำกัดความที่หลากหลาย แต่ในที่นี้ขอให้นิยามว่า “ความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ”
สรุปได้ว่า การเป็นประชาชนที่มีความรู้เท่าทันด้านสุขภาพนั้นจำต้องมี 4 คุณลักษณะ ประกอบด้วย 1.การรู้จักเข้าถึงแหล่งข้อมูล 2.การรู้จักสืบค้นหาแหล่งข้อมูล 3.การรู้จักประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล 4.การประยุกต์ข้อมูลแล้วนำไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ดี ยังมีเรื่องหนึ่งที่อยากให้คนไทยทำความเข้าใจคือ เราทุกคนคงคุ้นเคยกันดี ในสมัยยังเด็กเมื่อครูถามเราที่เป็นนักเรียนถึงข้อสงสัยในบทเรียนที่เพิ่งอธิบาย ซึ่งมักไม่ได้รับการตอบสนอง นั่นคือตัวอย่างหนึ่งของลักษณะคนไทยที่มักเก็บงำข้อสงสัย หรือยังไม่รู้จักตั้งข้อสงสัยเพื่อหาความกระจ่างชัด เมื่อเราโตขึ้น ข้อมูลจากโลกออนไลน์ที่เราได้มา ก็มักส่งต่อให้เพื่อน คนที่เรารู้จัก โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์
สิ่งเหล่านี้เราทุกคนอาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด อาจต้องหัดลุกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยกันบ้าง ถามผู้รู้บ้าง สร้างการรับรู้และหัดตรวจสอบกันก่อนแชร์ข้อมูลออกไป
นายอาริยะ คำภิไล ผู้ดูแลแฟนเพจ Jones Salad เจ้าของธุรกิจอาหารที่พยายามเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพอยู่ในโลกออนไลน์ ระบุว่า รูปแบบหนึ่งของข้อมูลที่มักพบเห็นได้บ่อยครั้ง นั่นคือ การทำมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งมีทั้งด้านดีและไม่ดี ยกตัวอย่างการโฆษณากาแฟลดความอ้วน หากเลือกนำข้อมูลที่ดีเพียงด้านเดียวของสินค้ามาโปรโมท เช่น คาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟ ด้วยการโหมโปรโมทประเด็นการเผาพลาญ ที่ถูกกระตุ้นจากคาเฟอีน ทั้งๆ ที่ การกระตุ้นนั้นไม่มากมายจนเกือบไม่มีผลต่อการลดความอ้วนเลย
“เพียงขยี้ประเด็นการเผาพลาญ ก็ทำให้คนที่ไม่เข้าใจการทำงานของร่างกายหลงเชื่อและซื้อสินค้านั้นมารับประทาน”
ขณะที่คาเฟอีน ยังมีดีต่อระบบหมุนเวียนเลือด หากนำไปเชื่อมโยงกับการออกกำลังกาย การทำมาร์เก็ตติ้งลักษณะนี้ ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชน
นพ.ธีระ เสริมว่า ปัจจุบันผู้ประกอบที่ใส่ใจผู้บริโภคเกิดขึ้นมาก ถือเป็นสิ่งทีดีและผู้บริโภคควรร่วมกันส่งเสริม แต่เราต้องยอมรับเรื่องจริงประการหนึ่งว่า เราอยู่ในสังคมที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจตามระบอบทุนนิยม ฉะนั้น เราไม่สามารถรอให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใสผู้บริโภคได้ ขณะที่องค์กรรัฐ เป็นภาคส่วนหนึ่งของสังคมที่มีศักยภาพ สามารถสนับสนุน สร้างกลไกหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงประชาชนทุกคนในภาคสังคม ก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมธุรกิจน้ำดี ในแง่การช่วยกันจับจ่ายใช้สอยสินค้า
ในเมื่อทุกคนต่างประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวหรือเป็นเชฟในโรงแรมชื่อดัง เป็นช่างตกแต่งที่อยู่อาศัย หรือบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหลาย เราต่างมีความเชี่ยวชาญในงานที่เราทำ ด้วยบทบาทหน้าที่ของประชาชนที่สามารถช่วยกันเสริมแต่งการมีส่วนร่วมในสังคม หากพวกเขาจะช่วยให้คำแนะนำ ด้วยความมีเหตุมีผล โปรดอย่าลังเลในการตอบกลับข้อมูลเหล่านั้นเลย
“Health Literacy” จะเกิดจริงและยั่งยืน ก็เมื่อทุกๆ คนใส่ใจกันและกัน” นพ.ธีระ สรุป






