วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สธ.งัดกม.ปี35 เอาผิดคนปล่อยบ้านแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย

สธ.งัดกฎหมายปี 35 เอาผิดคนปล่อยบ้านแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ปรับสูงสุด 5,000 บาท

ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าวมาตรการควบคุมลูกน้ำยุงลายให้ห่างไกลโรคไข้เลือดออก และซิกาว่า การใช้มาตรการทางกฎหมายในการบังคับให้มีการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ไม่เป็นการออกกฎหมายใหม่ แต่เป็นการนำกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้วมาบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยพรบ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กำหนดว่าห้ามไม่ให้ผู้ใดก่อเหตุรำคาญขึ้น และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2545 ได้กำหนดให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นเหตุรำคาญ ดังนั้น บุคคลใดที่บ้านเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย จะถือว่าทำให้มีเหตุรำคาญเกิดขึ้น มีความผิดและมีโทษตามพรบ.การสาธารณสุขนี้ ซึ่งหากประชาชนร่วมมือกันจะเห็นเลยว่าไข้เลือดออก ซิกาลดลงแน่ๆ อย่างพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตสาทร ตอนพบผู้ป่วยซิกา ไปตรวจดัชนีลูกน้ำยุงลายพบเกินร้อยละ50ตอนนี้เหลือศูนย์แล้วหลังจากที่ทุกคนช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์

“ใจจริงไม่อยากใช้กฎหมาย ใช้อำนาจหรือมาตรการในเชิงลบที่เป็นการบังคับ แต่จำเป็นต้องออกมาพูดเป็นการป้องปรามว่าหากไม่ร่วมมือในการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์มีกฎหมายที่จะเอาผิดได้ ซึ่งก็เป็นกฎหมายที่มีมากว่า 10 ปี แต่ไม่เคยมีการนำมาบังคับใช้อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ แต่เมื่อจะมีการนำมาบังคับใช้อย่างเข้มข้นกลับมีการต่อว่ากระทรวงสาธารณสุขด้วยถ้อนคำรุนแรง อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งการต่อว่าแบบนั้นจะช่วยให้ยุงลายลดลงหรือไม่ เอาเวลาที่ต่อว่ากันมาช่วยกันกำจัดยุงลายดีกว่า เพราะการกำจัดลูกน้ำยุงลายเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องช่วยกัน ที่ผ่านมามีการณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันกำจัดมาหลายปีแล้ว หรือแม้แต่การส่งเจ้าหน้าที่ลงไปควบคุม ก็ยังกำจัดไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่จะทำให้กำจัดได้ คือ ประชาชนคนไทยทุกคนมีหน้าที่ต้องช่วยกัน โดยเฉพาะในบ้านตนเองต้องไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชนจริงๆ” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

รมว.สธ. กล่าวอีกว่า ยุงลายเป็นพาหะของโรคที่สำคัญทั้งไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และไข้ปวดข้อยุงลายชิคุณกุนยา โดยในส่วนของโรคซิกาจัดเป็นโรคประจำถิ่น แต่ความรุนแรงยังน้อยกว่าไข้เลือดออก โดยซิกา อาการจะมีไข้ผื่น มีเชื้ออยู่ในเลือดประมาณ 3-4 วัน แต่ปกติโรคจะหายเองประมาณ7วัน โดยที่ต้องกังวลคือ มีภาวะแทรกซ้อนต่อหญิงตั้งครรภ์ และอาจสัมพันธกับอาการทางประสาท สมองแต่พบน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ในวันจันทร์ที่19กันยายนนี้จะมีการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ร่วมกับรมว.สธ. อาเซียนทุกประเทศและจะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องแหล่านี้ด้วยเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ซิกาของอาเซียน ทั้งนี้ ซิกามีในภูมิภาคอาเซียนมานานแล้ว และมีความแตกต่างจากสายพันธุ์ลาตินอเมริกา ที่ผ่านม ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่เคยผิดข้อมูล หลังจากมีข่าวจากบราซิล ไทยก็เริ่มเก็บข้อมูล พบว่ามีผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน279ราย และเป็นเพียงแค่7วันก็หาย ขณะนี้ที่ได้รับรายงานว่าพบในผู้ป่วยเพียง23ราย และจะหายใน7วันหลังป่วย ไม่จำเป็นต้องกักตัวเพราะเชื้ออยู่ในร่างกายเพียง2-3วันเท่านั้น แค่ต้องระวังอย่าให้ยุงกัดเพราะจะแพร่เชื้อต่อ

ด้านนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดสธ. กล่าวว่า ที่กฎกระทรวงปี 2545 กำหนดให้แหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายเป็นเหตุรำคาญ เนื่องจากหากยุงลายบินไปบ้านคนอื่นก็อาจเกิดอันตายต่อคนอื่นได้ ซึ่งในการบังคับใช้ตามพรบ.การสาธารณสุขนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ในแต่ละพื้นที่สามารถนำข้อกำหนดดังกล่าวไปออกเป็นข้อบังคับของตนเองเพื่อใช้ในการกำกับดูแล ปัจจุบันมี 11 จังหวัด 250 อปท.ที่มีการออกข้อบังท้องถิ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ทั้งนี้ การดำเนินการเอาผิดตามที่กฎหมายกำหนด หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าบ้านใดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ก็จะออกคำสั่งให้ดำเนินการกำจัดแหล่งเพราะภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการภายในช่วงเวลาที่กำหนดแล้วจะต้องระวางโทษตามพรบ.การสาธารณสุข ปรับไม่เกิน 2,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากท้องถิ่นมีข้อบัญญัติที่ออกตามพ.ร.บ.ก็จะปรับหนักขึ้น เป็น5,000บาท

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์ก็มีกฎหมายเรื่องแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายเช่นเดียวกัน โดยกำหนดหากพบลูกน้ำยุงลาย ขั้นแรกปรับ 200 เหรียญสิงคโปร์ หากเจอครั้งที่ 2 ปรับ 400 เหรียญ แต่หากเจอครั้งที่ 3 ก็ส่งฟ้องศาล อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย คร.ได้ร่วมกับท้องถิ่น มีการตรวจลูกน้ำยุงลายทุก2สัปดาห์ซึ่งหากตรวจพบก็จะมีการแจ้งเตือนให้ดำเนินการตามมาตรา 3 เก็บ ทั้งนี้ ตามหลักมาตรฐานทางวิชาการดัชนีลูกน้ำยุงลายต้องน้อยกว่า 5-10 %จึงจะถือว่าไม่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค แต่ที่ดีที่สุดคือต้องไม่มีเลย