กฤษณ์ ผาสุขตระกูล เพิ่งเข้าสู่วงการนายแบบและถ่ายแบบได้ราว 3 ปี ถือว่ายังเป็นน้องใหม่ แต่ดีกรีความดังและความคิดอ่านไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
กฤษณ์ ผาสุขตระกูล เพิ่งเข้าสู่วงการนายแบบ/ถ่ายแบบได้ราว 5 ปี ถือว่ายังเป็นน้องใหม่ แต่ดีกรีความดังและความคิดไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
กฤษณ์เข้าสู่วงการนายแบบเมื่อ 3 ปีก่อน จากการที่นิตยสาร Volume มองหานายแบบหน้าใหม่ 3 คนที่บุคลิกแตกต่างกัน ตามมาด้วยการเดินแบบในงานบางกอกแฟชั่นวีค 2013 เส้นทางนายแบบหน้าใหม่สุดฮอตก็เริ่มขึ้นทั้งเดินแบบและถ่ายแบบ เขาผ่านแฟชั่นแคทวอล์คมานับไม่ถ้วน แต่มีเพียง 1-2 เวทีที่ต้องเล่าถึงทุกครั้งเมื่อถูกถามคืองาน Voque Night Out ที่นายแบบทุกคนล้วนเป็นต่างชาติ มีเขาเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นคนไทย ถัดมาก็งานถ่ายแบบให้กับนิตยสาร GQ ออสเตรเลีย ถือเป็นนายแบบไทยคนแรกที่ได้ร่วมงานถ่ายแบบกับนิตยสารของออสเตรเลีย
ก่อนหน้าจะเดินสายนายแบบ กฤษณ์ทำหน้าที่ลูกผู้ชายรับใช้ชาติด้วยการสมัครเป็นทหารเกณฑ์ สังกัดทหารเรือที่สัตหีบ 1 ปี เพราะมองว่าตัวเขาตอนนั้นขาดระเบียบ อีกทั้งอยากเจอสังคมใหม่ที่แตกต่างจากความคุ้นเคยเดิม ย้อนไปในช่วงที่เป็นวัยรุ่น เขาค่อนข้างเกเร ไม่ตั้งใจเรียน แต่พอตัดสินใจที่จะเปลี่ยนและเลือกเดินเข้าสู่การเป็นทหาร สิ่งที่ได้กลับมากลายเป็นประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ความมีวินัย การคิดวางแผนเป็นลำดับ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนหรือแม้แต่ความรับผิดชอบ
ในขณะที่การเป็นนายแบบก็สร้างบทเรียนใหม่ให้เรียนรู้ว่า การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเช่นเดียวกับการให้เกียรติคนรอบข้างก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ช่างแต่งหน้า ช่างแต่งตัว สไตลิสต์ ช่างภาพ ฯลฯ 3 ปีของการทำงานในวงการนายแบบ แน่นอนว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อย่างน้อยก็เห็นได้จากสไตล์การแต่งตัวดีขึ้น เพราะรู้จักแฟชั่นมากขึ้น รู้วิธีที่จะมิกซ์แอนด์แมทช์เครื่องแต่งกายให้ตรงกับธีมงานโดยยังคงความเป็นตัวตนเอาไว้
กฤษณ์มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานเดินแบบและถ่ายแบบ ที่มีความยากและท้าทายแตกต่างกันออกไป การถ่ายแบบที่สนุกมาก ได้แต่งตัวตามเรฟเฟอเรนซ์ที่แบรนด์กำหนด ทำให้การแสดงสีหน้า ท่าทางของเราก็ต้องไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่งานเดินแบบก็จะแตกต่างโดยสิ้นเชิง เพราะสิ่งสำคัญนอกเหนือจากการทำตามธีมคือ การจำบล็อกกิ้งของตนเองให้แม่น
แน่นอนว่า งานเดินแบบตื่นเต้นกว่า เพราะคนดูเยอะ แต่การถ่ายแบบยากกว่า เพราะต้องใช้พลังเยอะ ต้องวางตัวให้ตรงกับโจทย์แต่ละครั้ง ซึ่งเราจะรู้โจทย์ก็ต่อเมื่อมาถึงหน้างานแล้ว ทำให้ต้องทำการบ้านในเวลาจำกัด เขาแอบแย้มวิธีเรียกพลังฉบับตัวเองว่า จะเข้าไปอยู่ในห้องน้ำคนเดียวซัก 5 นาที ส่องกระจกแล้วบอกตัวเองว่า วันนี้ ตอนนี้ เราจะเป็นคนนี้ พลังก็จะออกมาเอง
“แต่งานถ่ายแบบที่ยากและท้าทายคือ การถ่ายคู่ เพราะทุกอย่างต้องไปด้วยกัน เพราะถ้าเขาทำได้ เราทำไม่ได้ หรือถ้าเราทำได้ แต่เขายังไม่ได้ งานก็ไม่เสร็จ ต้องช่วยกันทำให้ดี ตรงตามโจทย์ เพื่อให้งานชิ้นนั้นๆ สำเร็จในที่สุด”
* คัดย่อจากบทสัมภาษณ์ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ (กายใจ) ฉบับวันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2559






