ต้องมนต์ (บาง) ขลัง

ต้องมนต์ (บาง) ขลัง

บนแผ่นดินโบราณ มีทั้งสิ่งที่ประวัติศาสตร์จารึกและที่อาจจะถูกหลงลืม มนต์ขลังของบางขลังกำลังปลุกของดีเหล่านั้นให้กลับมา

ตั้งแต่ก่อนสุโขทัยเป็นราชธานี เมืองบางขลัง เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บทนั้น ความเป็นมาของพื้นที่ทำให้บางขลังมีสมญานามว่าเป็น ‘จุดกำเนิดประเทศไทย’ แผ่นดินนี้เดิมทีชื่อ บางโขลง ไม่ได้หมายถึงโขลงช้าง แต่ยังไม่พบหลักฐานว่า ‘โขลง’ นี้หมายถึงอะไร แล้วต่อมาจากบางโขลงเพี้ยนเสียงมาจนเป็นบางขลัง ตำบลหนึ่งของอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย

42777386_1961943893864413_2253291571791265792_o  

  • ความหลังของบางขลัง

ตามประวัติศาสตร์ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ หรือพ่อขุนบางกลางหาว และพ่อขุนผาเมือง เป็นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีนาวนำถม แห่งราชอาณาจักรสุโขทัย ทรงเป็นพระญาติ และพระสหายกัน ความเกี่ยวข้องกับพื้นที่นี้โดยตรงคือทรงรวมพลกันที่เมืองบางขลัง เพื่อขับไล่อำนาจของ ‘ขอมสบาดโขลญลำพง’ ที่ครอบครองดินแดนสุโขทัยมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 1762 จนถึงรัชสมัยพ่อขุนศรีนาวนำถม ให้พ้นไปจากราชอาณาจักรสุโขทัย

ต่อมาในปี พ.ศ. 1792 พ่อขุนบางกลางหาวทรงยกทัพยึดเมืองศรีสัชนาลัยได้ แล้วทรงมอบเมืองแก่พ่อขุนผาเมือง แล้วพ่อขุนผาเมืองทรงสถาปนาพ่อขุนบางกลางหาวเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงสุโขทัย ทรงพระนามว่า ‘พ่อขุนศรีอินทราทิตย์’ เป็นจุดเริ่มต้นของอิสรภาพของราชอาณาจักรสุโขทัยเหนืออำนาจขอม

ซึ่งตัวแทนประวัติศาสตร์ชาติบทนั้นคือ อนุสาวรีย์สองพ่อขุน หรือ พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พ่อขุนบางกลางหาว) และพระอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองบางขลัง อำเภอสวรรคโลก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559

ก่อนเริ่มพิธีการหล่อ พระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (เมืองโบราณบางขลัง) เล่าว่า ในพิธี รอกไม่ยอมเลื่อน และหล่ออย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งมีพิธีกรรมในสถานที่สำคัญ 3 แห่ง คือ เมืองเก่าสุโขทัย เมืองเก่าศรีสัชนาลัย และเมืองโบราณบางขลัง การหล่อพระบรมรูปจึงสำเร็จ

ไม่เพียงเท่านั้น ขณะที่อัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ มาถึงสุโขทัย มีฝนตกหนักตลอดทาง พอมาถึงที่ว่าการอำเภอกงไกรลาศ วัดพระพายหลวง (สันนิษฐานว่าเป็นราชวังเดิมพ่อขุนศรีอินทราทิตย์) อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย (สันนิษฐานว่าเป็นราชวังเดิมพ่อขุนผาเมือง) จุดประกอบพิธีล้างพระบาท ถวายพวงมาลัย และพิธีบวงสรวง ฝนกลับหยุดตก พอถึงหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองบางขลัง ก็มีแสงจ้าส่องลงมาท่ามกลางสายฝนที่ยังกระหน่ำในพื้นที่รอบๆ

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวตามตำนานอยู่มากมาย นอกจากสิ่งปลูกสร้างใหม่ ก็มีโบราณสถานสำคัญกระจายอยู่หลายแห่ง อย่างที่ วัดโบสถ์ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยตอนต้น (หรือก่อนหน้านั้น) ปรากฏเป็นหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 2 ของวัดศรีชุม ถอดความได้ว่า เมืองบางขลังเป็นที่รวมพลของพ่อขุนบางกลางหาว (ต่อมาสถาปนาเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ กษัตริย์พระองค์แรกของราชวงศ์พระร่วง) และพ่อขุนผาเมือง ก่อนจะนำกำลังไปขับไล่ขอมสมาดโขลญลำพงออกจากเมืองสุโขทัย วัดโบสถ์มีสภาพเป็นวัดร้างมาตลอด จนกระทั่งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในวันที่ 29 กันยายน 2550 และวัดโบสถ์ได้ยกขึ้นเป็นวัดอย่างถูกต้องตามกฎของเถระสมาคมในวันที่ 31 ตุลาคม 2550

มีการขุดพบโบราณวัตถุเป็นชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรม เช่น ป้านลมปูนปั้นรูปใบหน้าบุคคล ตะปูเหล็ก ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง ชิ้นส่วนพระพุทธรูปดินเผา ภาชนะบรรจุกระดูกเผาไฟ ก้อนอิฐจารึกตัวอักษร เป็นต้น

และยังพบ เตาโบราณ มีทั้งเตาทำอาหารที่เรียกว่าเตาตัวเมีย มีลักษณะคือใส่ฟืนได้ทางเดียว และเตาสำหรับหุงข้าว เรียกว่าเตาตัวผู้ มีช่องใส่ฟืนสองด้าน เพื่อรักษาความร้อนได้ทั่วถึงและตลอดเวลา จากจำนวนเตาที่พบมากนับร้อยเตา สันนิษฐานว่าไว้สำหรับหุงข้าวเลี้ยงกำลังพลที่ไปออกรบหรือฝึกซ้อม พื้นที่วัดโบสถ์จึงเสมือนโรงครัวขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนที่นี่ในอดีต

ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อขาว พระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 5 ศอก สูง 7 ศอก ขุดพบที่หลังบ้านของ กอย มีเกิด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2528 หลังจากขุดพบก็อัญเชิญมาเป็นพระประธานให้ชาวบ้านกราบไหว้ เป็นที่ร่ำลือว่าหลวงพ่อขาวศักดิ์สิทธิ์มาก ชาวบางขลังและละแวกใกล้เคียงต่างเคารพนับถือ

42899401_1961943523864450_8698152469185691648_o

ไม่ไกลกันนักตรงกลางทุ่งใกล้เขาเดื่อแทบดูไม่ออกเลยว่าคือ บ่อตัดศิลาแลง แหล่งศิลานี้ถูกนำไปใช้ในการสร้างบ้านแปงเมือง โดยเฉพาะที่แหล่งโบราณสถานวัดโบสถ์มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นศิลาแลงจากแหล่งนี้ แดง ยศวิชัย นักวิจัยชุมชน ชี้ชวนให้ดูรอยเรียบกริบ เขาอธิบายว่านั่นคือรอยตัดศิลาแลงเป็นก้อนๆ สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ศิลาแลงที่นี่มีเนื้ออ่อน ใช้อุปกรณ์เช่นเลื่อยมาตัดแล้วรีบเคลื่อนย้ายไปก่อสร้างก่อนที่ศิลาแลงจะแข็งตัว บ่งบอกว่าคนโบราณน่าจะออกแบบไว้ก่อนแล้วค่อยตัดศิลาแลงไปก่อสร้าง

“บริเวณรอบเขาเดื่อ มีแหล่งศิลาแลงอยู่ 5 จุด แต่ก็มีบ่อที่ชัดเจน เห็นรอยตัดที่เด่นชัดอยู่ไม่กี่บ่อ ซึ่งสันนิษฐานว่าศิลาแลงที่นี่ถูกนำไปสร้างเมืองกำแพงเพชรด้วย”

 

  • มรดกในครกนั้น

  ในบริบทของความเป็นชุมชนแม้จะโบราณแค่ไหน แต่ถ้าสิ้นไร้ผู้คนก็เหมือนเป็นดินแดนที่แห้งแล้งไม่มีชีวิตชีวา ทว่าสำหรับเมืองบางขลังมีหลายชีวิตดำรงอยู่และหมุนเวียนกันชนิดรุ่นต่อรุ่น

ที่ บ้านป้าเสวย ตรงหมู่ 7 นอกจากจะเป็นที่พักอาศัย ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ซึ่งรวบรวมเรื่องราวของวิถีคนบางขลังไว้อย่างครบถ้วน เรียกได้ว่ามาที่เดียวจะได้รู้ว่าเขากินอย่างไร อยู่อย่างไร มีภูมิปัญญาอะไร

42756608_1961943570531112_1381915524308402176_o

ป้าเสวย หรือ เสวย ภู่เอี่ยม ยังมีเรี่ยวแรงโชว์วงสวิงจับสากยาวเฟื้อยเหวี่ยงลงไปตำข้าวเหนียวนึ่งสุก ตำจนเหนียวเป็นแป้ง คนหนึ่งตำ คนหนึ่งพลิกแป้ง ต้องรู้จังหวะกันมิเช่นนั้นอาจมีตำมือกันบ้าง พอเหนียวตักได้เป็นคำๆ เอาแป้งที่ได้มาปั้นเป็นก้อนแล้วแผ่ออก เอาหน้ากระฉีก คือมะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้นๆ กวนกับน้ำตาลปึกใส่ตรงกลางแล้วปั้นหุ้มไส้เป็นก้อนกลมๆ บีบให้แบนๆ แล้วเอาไปคลุกกับงาดำที่ตำจนแหลก ใส่เกลือพอออกรสเค็มกลายเป็น ขนมแดกงา

ป้าเสวยอธิบายว่า คำว่า ‘แดก’ ไม่ใช่คำหยาบที่แปลว่ากิน แต่หมายถึงเอามาคลุก เอามาผสมเป็นเนื้อเดียว

“เราต้องเอาข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ มาตำในครกให้เป็นแป้งเหนียว ตำให้เป็นเนื้อเดียว กว่าจะนุ่มจนใช้ได้ก็ต้องดึงดู ใส่เกลือเค็มๆ เล็กน้อย แล้วมีไส้หน้ากระฉีกหวานๆ นับว่าเป็นขนมที่อร่อยอีกชนิดหนึ่ง แต่ชื่อเสียงฟังดูไม่น่ากิน ดูหยาบๆ เหมือนจะกินมูมมาม คือยัดเข้าปากไป ซึ่งไม่ใช่ นี่เราทำแม่โพสพให้เป็นอาหาร ทำเป็นขนม ต้องเน้นเป็นข้าวนาปี คุณค่าอาหารจะสูง”

ไม่ใช่เพราะอยากกินขนม แต่เพราะอยากกินของดีมีประโยชน์ ไม่รอช้าหยิบขนมแดกงาทำเสร็จใหม่ๆ ยังอุ่นๆ เข้าปาก ไม่มีคำอธิบายใดๆ นอกจากคำว่า “อร่อย!”

42889879_1961943553864447_8738176066826272768_o

เสียงสากกระแทกครกไม่ได้ดังมาจากการทำขนมแดกงาเพียงอย่างเดียว แต่สองมือที่ผ่านโลกนี้มาเกินครึ่งศตวรรษกำลังตำอะไรบางอย่างอยู่ในครกบดยา

ในครกนั้นมีมะรุมทั้งห้า (เปลือก ฝัก เม็ด ใบ และราก) ลูกยอตากแห้ง (ลูกยอสดหั่นแล้วตากให้แห้ง) เปลือกทองหลาง เปลือกกุ่มบกกุ่มน้ำ ไพร ดีปลี สารส้ม เปลือกมะกรูด กระทือ พริกไทย เกลือ น้ำผึ้ง มะขามสับละเอียด และอีกสารพัดวัตถุดิบ นี่เป็นสูตรยาผีบอกที่ บรรจง ผันผาย เจ้าตำราต้นตำรับยาสมุนไพรโบราณ ยังทำกินทำใช้ในชุมชนและส่งขายไปที่อื่นด้วย

ยาที่เหนียวหนึบเหมือนขนมเคี้ยวเล่น มีสรรพคุณช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี เจริญอาหาร ถ้าคนต้องการลดความอ้วนห้ามกินเด็ดขาดเพราะยิ่งกินยิ่งเจริญอาหาร ซึ่งยาตำรับนี้เกิดจากบรรจงฝันตั้งแต่สาวๆ เมื่อก่อนพ่อของเธอเป็นโรคหอบรุนแรง ใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้านที่มีไม่กี่ชนิดมาปรุงให้กินเพื่อบรรเทาอาการ แต่หลังจากนั้นไม่นานมีผีมาเข้าฝันบอกสูตรยา พอทดลองทำปรากฏว่าใครกินก็ได้ผลดี จนถึงปัจจุบันก็หลายสิบปีแล้ว และได้ถ่ายทอดสูตรสู่ลูกหลานในครอบครัวอย่างเป็นความลับ นอกจากยาที่ช่วยให้เลือดลมดี ยังมีอีกหลายชนิด หลายสรรพคุณ ที่ป้าบรรจงครอบครองสูตรไว้

42730915_1961943467197789_43742760146042880_o

 

  • ศิลป์แผ่นดิน

ในพื้นที่สุโขทัยและใกล้เคียง ชื่อเสียงของ ‘ถนนพระร่วง’ ยังถูกเล่าขานมาถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านเชื่อว่าพระร่วงสร้างถนนสายนี้โดยใช้เท้าเกลี่ยดินเพียงสามครั้งก็ได้ถนนขึ้นมา ทั้งยังเกี่ยวพันกับตำนานที่พระร่วงทรงโปรดการเล่นว่าว โดยทรงวิ่งว่าวไปบนถนนสายนี้ จนเกิดเป็นตำนานยังพื้นที่ต่างๆ โดยตลอดทางหากสังเกตจะมีต้นมะขามขึ้นอยู่เป็นแนว มีเรื่องเล่าว่าเป็นต้นมะขามที่เกิดจากพระร่วงทรงคายเมล็ดทิ้งไว้ ซึ่งถัดไปจากบ้านของป้าเสวยไม่กี่ร้อยเมตรก็มี ต้นมะขามยักษ์ ขนาดหลายคนโอบ แน่นอนว่าต้นไม้โบราณและขนาดใหญ่โตแบบนี้ ต้องมีเครื่องประดับคุ้นตาอย่างผ้าสามสี และรอยแป้งที่นักเสี่ยงโชคนิยมมาหาเลขเด็ดกันเดือนละสองหน ไม่แน่ใจว่ามีใครกลายเป็นเศรษฐีเพราะต้นมะขามนี้หรือยัง แต่ที่แน่ๆ นี่คือต้นมะขามที่งามสง่าท้าทายกาลเวลาที่สุดต้นหนึ่ง

42831037_1961943633864439_6628843951891677184_o

เรื่องราวมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่เพียงบันทึกไว้ในความทรงจำของคนที่นี่ แต่ยังได้รับการบอกเล่าผ่านผลงานศิลปะ ณ บ้านศิลปินพื้นบ้าน ของ อุเทน ลำไย ศิลปินหนุ่มแห่งบางขลัง ซึ่งตั้งใจสรรค์สร้างผลงานจากจินตนาการและฝีมือเพื่อบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ของบางขลังเอาไว้เป็นความภาคภูมิใจและเป็นมรดกให้คนรุ่นหลัง

ผลงานที่เขาทำครอบคลุมทุกเรื่องตั้งแต่สถาปัตยกรรม วิถีชีวิต วัฒนธรรม โบราณสถาน สิ่งแวดล้อม ประเพณี ฯลฯ เรียกได้ว่าคนสัตว์สิ่งของเขาจับมาใส่ในภาพเขียนทั้งหมด

“ที่ผมไปเรียนด้านนี้เพราะอยากมีความรู้ด้านศิลปะเพื่อจะมาบันทึกภาพพวกนี้ไว้ เช่น ภาพป่าเมื่อก่อนที่เราไปจะอุดมสมบูรณ์ มีดอกกระเจียว หาของป่ากันได้ตามป่าตามเขา แต่ระยะหลังมีการตัดไม้ ความอุดมสมบูรณ์ก็หายไป หรือภาพการละเล่นของเด็กๆ เล่นลูกกระสุน หนังสติ๊ก ชุมชนก็อยู่กันแบบนี้ ภาพพวกนี้วาดจากความทรงจำตั้งแต่เด็กของผมเองครับ”

42814484_1961943660531103_5141450009387991040_o

ภาพวาดสีอะคริลิก สีน้ำ และสีน้ำมัน หลายสิบภาพที่เรียงกันอยู่ทั่วบ้าน ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสนองความพอใจส่วนตัวเท่านั้น แต่เรื่องราวในแต่ละภาพได้ออกไปบอกต่อผ่านนิทรรศการทั้งในท้องถิ่นและตามงานต่างๆ ศิลปินพื้นบ้านคนนี้อธิบายว่า แต่ละภาพแต่ละเรื่องไม่ได้คิดปุ๊บแล้ววาดได้ปั๊บ แต่ผ่านสัมผัสจนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ซึ่งบางอย่างอาจไม่เคยอยู่ในประสบการณ์ของหลายคนก็ได้ เช่น ภาพศาลพระภูมิที่มีเสาสี่เสา มีดาบ ปืน สัตว์ต่างๆ ที่แกะสลักจากไม้ เป็นของบูชาในศาลพระภูมิ เป็นต้น

สำหรับคนที่สนใจเรียนหรืออยากลองขีดเขียนให้เป็นผลงานศิลปะ อุเทน ก็พร้อมสอนหรือให้คำแนะนำ มานั่งเรียนนั่งวาดกันได้เลยในบริเวณบ้าน หรือจะนั่งใต้ร่มไม้รับลมเย็นๆ ก็ตามสะดวก

42766914_1961943683864434_5616905152502956032_o

จากหมู่ 7 ย้อนกลับไปที่หมู่ 1 บรรยากาศที่นี่ไม่แตกต่างจากหมู่อื่นๆ นัก คือ เป็นชุมชนเกษตรกรรม มีต้นไม้ใบหญ้าอยู่ทั่วไป แต่ที่ไม่เหมือนใครคือ มี บ้านโบราณ หลายหลังแทรกตัวอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ความเก่าครึประเมินด้วยสายตาค่อนข้างลำบาก ไม่อาจเดาได้เลยว่าอายุอานามของบ้านแต่ละหลังผ่านมากี่ร้อนหนาว จนเราได้มาเจอเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง

คุณตาหน่อ ประดิษฐ์ วัย 81 ปี เล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้สร้างตั้งแต่ยังหนุ่ม จำได้ว่าสร้างเพื่อรับงานบวชของคุณตา แต่ตอนนั้นยังไม่มีฝาบ้าน สร้างอยู่นานก็ยังไม่เสร็จ จนตาสึกมาแล้วหลังจากบวชครบพรรษาก็ออกมาอยู่บ้านนี้แล้วต่อเติมกันต่อ กว่าจะเสร็จสิ้นก็ราว 2 ปี

42831058_1961943810531088_7215023330422685696_o

ไม้ที่นำมาใช้สร้างบ้านจนใหญ่โตสะท้อนภาพป่าไม้ที่นี่ในอดีตว่าอุดมสมบูรณ์แค่ไหน จึงมีไม้จำนวนมากขนาดนี้ “เขาซื้อตอนหน้าน้ำ เรียกว่าไม้เขียว เอาตังค์ไปกินไปใช้ก่อน พอถึงเดือนสิบสองก็ไปลากไม้มาให้ ช่วงนั้นไม้เขียวยกละ 200 บาท ยกหนึ่งถ้า 4 วา หน้า 8 ก็ได้ 8-10 แผ่น จำไม่ได้นัก”

หากสังเกตบ้านโบราณหลังนี้จะมีฉลุบนผนังเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตาหน่อเล่าว่า เกิดจากตอนสร้างช่างสอบถามเจ้าของบ้านว่าจะเอาแบบนั้นแบบนี้ไหม พอเห็นกันว่าสวยดีและแปลกตาก็ตกลงตามนั้น

ไม่เพียงแค่ชื่อบางขลังที่ฟังแล้วน่าเกรงขาม แต่ทั้งตำนานและของดีอีกสารพัน ยืนยันว่า บางขลังมีมนต์ขลังจริงๆ