อย.เตรียมคุมเข้มชิงโชคผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม “ชาเขียว-กาแฟ” มูลค่าของรางวัลไม่ควรเกิน 100 เท่าของสินค้า หลังพบโหมโฆษณาหนัก
พ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวภายหลังเปิดการประชุมหารือแนวทางและแผนการประชาสัมพันธ์สัญลักษณ์โภชนาการ (Healthier Logo) ซึ่งจัดทำโดย อย. ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมโภชนาการฯ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศฯ (ฉบับที่ 373) พ.ศ. 2559 เรื่อง การแสดงสัญลักษณ์โภชนาการบนฉลากอาหาร เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ข้อมูลโภชนาการในรูปแบบสัญลักษณ์โภชนาการ (Healthier Logo) เป็นโลโก้ที่ระบุว่า "ทางเลือกสุขภาพ" ซึ่งประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคในการเลือกซื้ออาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการป้องกันปัญหาภาวะโภชนาการเกินและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรคเอ็นซีดี (Non-communicable diseases, NCDs)
โดยโลโก้ดังกล่าวจะแตกต่างจากตรา อย. ซึ่งเป็นกฎหมายบังคับ แต่โลโก้ "ทางเลือกสุขภาพ" เป็นเรื่องของความสมัครใจ ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่ามีความตระหนักในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งผลิตภัณฑ์นั้นๆที่จะขอโลโก้ดังกล่าวจะต้องเข้าเกณฑ์เงื่อนไขด้วย
นพ.บุญชัย กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์เงื่อนไข จะมุ่งเน้นลดหวาน มัน เค็ม เพื่อไม่ให้เกิดโรคเอ็นซีดี โดยจะมีปริมาณตามที่หลักโภชนาการแนะนำ เบื้องต้นมีผู้ประกอบการสนใจในการยื่นขอโลโก้และผ่านการรับรองจนได้ฉลากโลโก้ดังกล่าวแล้วจำนวน 10 บริษัท 30 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยกลุ่มอาหารที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว 3 กลุ่ม ดังนี้ อาหารมื้อหลัก, เครื่องดื่ม ได้แก่ น้ำผักและน้ำผลไม้ น้ำอัดลมและน้ำหวานกลิ่นรสต่างๆ น้ำนม ถั่วเหลือง น้ำธัญพืช และเครื่องปรุงรส ได้แก่ น้ำปลา และซีอิ้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำฉลากโลโก้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการจำนวนน้อยที่สนใจเข้ามายื่นฉลาก ดังนั้น หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ อย. หรือที่ทางมูลนิธิส่งเสริมโภชนาการ สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล
"สิ่งสำคัญคือ เมื่อมีโลโก้นี้ จะทำให้สะดวกในการเลือกซื้อมากขึ้น เพราะไม่ต้องมาพิจารณาฉลากโภชนาการ และมาคำนวณเองว่า อาหารชนิดนี้มีไขมัน น้ำตาล หรือโซเดียมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งที่ผ่านมาค่อนข้างยุ่งยากสำหรับผู้บริโภค แต่หากมีฉลากตัวนี้ก็จะเป็นการสกรีนมาแล้วเบื้องต้นว่า ผ่านการตรวจและได้รับการรับรองแล้วว่า เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งในต่างประเทศก็มีการใช้ฉลากนี้มานานแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้ประกอบการได้รับฉลาก และติดบนผลิตภัณฑ์ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคมนี้” นพ.บุญชัย กล่าว
ต่อข้อถามถึงการขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล นพ.บุญชัย กล่าวว่า หากเครื่องดื่มใส่น้ำตาลไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่หากใส่เกินจากนี้ก็จะเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด ซึ่ง อย.สนับสนุนมาตรการขึ้นภาษีนี้ เพราะเป็นแนวทางหนึ่งในการลดบริโภคน้ำตาล แต่ต้องทำควบคู่กับมาตรการอื่นและให้ความรู้ประชาชนด้วย เพราะคนไทยบริโภคหวานมาก โดยจากข้อมูลเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานพบว่า คนไทยบริโภคหวานมากที่สุดในอาเซียน คือ ร้อยละ 12-14 ทั้งที่ในยุโรปบริโภคอยู่ร้อยละ 8 ซึ่งโดยหลักแล้วไม่ควรบริโภคเกินร้อยละ 6 ต่อวัน ดังนั้น หากจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของคนไทย คือไม่ควรเกินร้อยละ 10 ต่อวัน
อย่างไรก็ตาม วันที่ 24 พ.ค.นี้ กรมสรรพสามิตจะมาหารือร่วมกับ อย.เรื่องคำนิยามของเครื่องดื่ม ทั้งแบบคั้นสด บรรจุขวด ชา และกาแฟ ว่าควรใช้คำนิยามอย่างไร เนื่องจากหมวดเครื่องดื่มมีความกว้างมาก ทั้งนี้ หากผ่านพ้นเรื่องการพิจารณาภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่ม ก็เตรียมที่จะหารือเพื่อคุมการชิงโชคของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มต่างๆ ทั้งชาเขียวและกาแฟที่มาการโหมโฆษณา โดยมูลค่าของรางวัลที่ได้ไม่ควรเกิน 100 เท่าของสินค้า
รศ.วิสิฐ จะวะสิต ที่ปรึกษาสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับเงื่อนไขในการรับรองฉลากโลโก้ "ทางเลือกสุขภาพ" จะพิจารณาเรื่องของการลดน้ำตาล โซเดียม และไขมันเป็นหลัก โดยแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับแต่ละผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่าง นมต้องไม่มีน้ำตาล แต่หากมีน้ำตาลผสมต้องไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร หรือเครื่องปรุงรส อาทิ น้ำปลา ซีอิ้ว ต้องมีโซเดียมลดลงร้อยละ 30 ขณะที่ไขมันแล้วแต่ผลิตภัณฑ์เช่นกัน แต่หากเป็นเครื่องดื่มประเภทนม จะต้องมีไขมันผสมไม่เกินร้อยละ 3.5









